จากรณีที่กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และ กลุ่ม Start Up People ได้นัดหมายจัดกิจกรรม ‘นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.’ พร้อมทั้งเปิดปราศรัยย่อยผ่านเครื่องขยายเสียงและโทรโข่งบริเวณลานสกายวอล์ก เขตปทุมวัน กทม. เมื่อเวลา 17.30 น. ของวันเสาร์ (27 ม.ค.) ที่ผ่านมา
กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียกผู้เข้าร่วมชุมนุมมารับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 39 คน ในความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พุทธศักราช 2558 มาตรา 7 วรรคแรก และกำลังพิจารณาที่จะออกหมายเรียกเพิ่มเติมอีก 66 รายชื่อ
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกแถลงการณ์แสดงท่าทีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีรายละเอียดระบุว่า
จากกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเห็นชอบแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ เป็นผลให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. มีผลบังคับใช้ภายหลังจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว ๙๐ วัน เป็นเหตุให้ระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้งที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ภายในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ ต้องเลื่อนออกไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้น
ภายหลังการลงมติแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้จัดกิจกรรมแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเลื่อนการเลือกตั้ง และความไม่โปร่งใสที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ กรณีนาฬิกาข้อมือของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีประชาชนและนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า ๑๐๐ คน เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ณ บริเวณสกายวอล์ค เขตปทุมวัน
ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลเขตปทุมวัน ได้ออกหมายเรียกประชาชน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา จากกรณีที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและการรักษาความมั่นคงของชาติ โดยที่ประชาชนกลุ่มดังกล่าวนั้นเพียงแต่แสดงสิทธิของตนในฐานะประชาชนชาวไทย กลุ่มประชาชนดังกล่าวจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการประท้วงท่าทีของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อกรณีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป และเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตรวจสอบกรณีนาฬิการาคาสูงหลายเรือนของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประชาชนกลุ่มดังกล่าวจึงได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและนำเสนอข้อเท็จจริงแก่สังคมไทยเพียงเท่านั้น
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงขอแสดงความกังวลต่อการละเลยหลักนิติรัฐ ในการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่มีจุดยืนเห็นต่างจากรัฐบาล ทั้งยังกังวลต่อการใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ มาบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการเลื่อนการจัดเลือกตั้งออกไป รวมถึงกรณีที่ประชาชนตั้งคำถามต่อพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ควรเป็นสิทธิและเสรีภาพโดยพื้นฐานของประชาชนชาวไทยที่สามารถกระทำได้
ท้ายที่สุด สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอยืนหยัดในการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวไทยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อนถึงข้อห่วงใยต่าง ๆ จากหลายภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “ภาคประชาชน” ด้วยเจตนารมณ์ที่ยึดถือกันเป็นหลักเสมอมาว่าจะธำรงไว้ซึ่ง “เกียรติภูมิจุฬาฯ” อันเป็น “เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๓๑ มกราคม ๒๕๖๑

