หมายเหตุ – อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะกลุ่มนิวบลัดพรรค ชทพ. นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมืองและจุดยืนของพรรค ชทพ.หลังเลือกตั้ง
มองสัญญาณและปัจจัยการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา
วราวุธ ศิลปอาชา : ในรอบปีที่ผ่านมายังพบว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะโรดแมปการเลือกตั้งของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน สามารถเกิดปัจจัยแทรกซ้อนขึ้นมาทำให้การโรดแมปการเมืองและการเลือกตั้ง เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ภาพการเมืองที่พรรค ชทพ.อยากจะเห็นและหวังให้เกิดขึ้นคือ การเมืองที่มีความเอื้อเฟื้อ เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่ใดก็ตาม ไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร หรือพรรคฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะมีเรื่องใดที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองทุกอย่างจะจบลงภายใต้กลไกของการเมือง ในระบบของรัฐสภา
การทำการเมืองในอนาคต พวกเราฝันอยากเห็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักการเมืองด้วยกัน ย้อนกลับไปเมื่อสมัยก่อนเถียงกันแทบเป็นแทบตายในสภา แต่พอออกมาข้างนอกก็มานั่งกอดคอกินข้าวกัน บางคนอาจจะมองว่า เป็นการเล่นลิเกให้ประชาชนดู แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน นักการเมืองเหล่านั้นแสดงความเป็นมืออาชีพว่า เมื่อเวลาอยู่ในสภาอันทรงเกียรติจะปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนำหมวกถอดออกแล้วก็ยังไม่ลืมว่า เราทุกคนก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ต่างกับในระยะหลังๆ ที่ไม่มีการเล่นละครแน่นอน เพราะทะเลาะกันทั้งในสภาและนอกสภา แล้วก็จะเอาเป็นเอาตายห้ำหั่นกัน ถ้าถามผม ผมอยากให้เป็นแบบเก่ามากกว่า อย่างน้อยก็มีความเป็นเพื่อนรู้จักกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยทำงานกัน ถ้ารู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัยเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา ขัดแย้งอย่างมากก็จะกลายเป็นว่า เข้าใจผิดกันเล็กน้อย เข้าใจผิดกันเล็กน้อยก็จะหยวนๆ กันได้
ในช่วง 1 ปีผ่านมา การเตรียมความพร้อมของพรรค ชทพ. ได้เดินสายพูดคุยกับกลุ่มบุคคล มากหน้าหลายตา แม้ในทางการเมืองจะยังทำกิจกรรมได้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับรู้ถึงกระแสสังคมที่อยากเห็นภาพการเมืองในมิติใหม่ การเป็นนักการเมืองมิติใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อายุ คุณวุฒิ แต่ขึ้นอยู่กับแนวความคิด การกระทำ บางคนอาจเป็น ส.ส.อายุ 60 ปี แต่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ตามระบอบประชาธิปไตย ก็ถือว่าท่านจัดเป็นนักการเมืองในมิติใหม่ ตามคำจำกัดความของผม
พรรค ชทพ.ขอให้กำลังใจและคาดหวังให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ให้การเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมป ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่าคงอยู่เหนือการควบคุมของเรา
การปรับสมาชิกพรรคตามคำสั่งที่ 53/2560 พรรค ชทพ.มีความพร้อมเพียงใด และจะทำทันตามกรอบเวลาหรือไม่
เราไม่กลัวว่าจะทำทันหรือไม่ แต่หวังเพียงว่ากติกาที่เริ่ม 1 เมษายน 2561 ผู้ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้เป็นตามนั้น เหมือนกับนักวิ่ง เราก็จะเตรียมพลัง ความพร้อมของร่างกายตามที่กติกากำหนด ขอเพียงว่าพอได้เริ่มวิ่งแล้ว คณะกรรมการอย่าได้เปลี่ยนระยะทางวิ่ง เช่น ให้วิ่ง 5 กิโลเมตร แต่พอถึงเวลาจริงกรรมการก็มาเปลี่ยนให้วิ่ง 20 กิโลเมตร ถ้าเป็นเช่นนี้มันก็ไม่แฟร์กับนักวิ่งทุกคน วิ่งกี่กิโลเมตรเราไม่เคยเกี่ยงขอเพียงว่ากรรมการอย่ามาเปลี่ยนกติกาที่ตั้งไว้ก็แล้วกัน
หากมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่กฎและกติกา มีการเปลี่ยนแปลงอีก เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ไว้อย่างไร
หากมีเหตุปัจจัยอื่นๆ เข้ามาทำให้กติกาเปลี่ยนแปลงไป อย่างร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่บัญญัติให้มีการบังคับใช้หลัง 90 วันนั้น ตอนนี้ก็มีความชัดเจนถึง 95% ที่กฎหมายจะเป็นไปตามนั้น แต่ยังมีอีก 5% ที่กฎหมายอาจจะไม่ยืดการบังคับใช้ไปอีก 90 วันก็ได้ ถึงแม้ว่าในส่วนของ 5% จะเป็นได้ยากก็ตาม
ดังนั้น เราไม่ได้กลัวว่าจะมีเหตุหรือปัจจัยอะไรเกิดขึ้น แต่ขอเพียงว่าให้เราได้รู้กติกาที่แน่นอน ไม่ว่าจะมีปัญหายากอย่างไรในทางปฏิบัติ เราก็พร้อมจะแก้ปัญหานั้นๆ ถ้าจะไปกังวลกับเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นอกเหนือความคาดหมาย เราก็ไม่อยากจะใช้เวลาไปปวดหัวกับมัน เพราะปวดหัวไปก็ทำอะไรไม่ได้
เหมือนกับการแข่งขันฟุตบอล เมื่อมีนักฟุตบอลบาดเจ็บ เราก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วทำให้ทีมยังมุ่งมั่นอยู่กับเกมการแข่งขัน ไม่ใช่ให้ทั้งทีมมาวิตกกังวลกับนักฟุตบอลที่บาดเจ็บในขณะนั้น
ถ้าถามว่าหากมีการเลือกตั้งในวันนี้ พรรค ชทพ.มีความพร้อมหรือไม่
วันนี้ เรายังไม่พร้อมเพราะยังไม่มีสมาชิกพรรคเลย การปรับระบบสมาชิกพรรคยังทำอะไรไม่ได้ เพราะติดคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ที่บัญญัติให้พรรคเก่าเริ่มปรับปรุงระบบสมาชิกพรรคได้ ตั้งวันที่ 1 เมษายนนี้ เรายังไม่รู้เลยว่าสมาชิกพรรค 2 หมื่นกว่าคนนั้น บางท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ยังไม่สามารถยืนยันความมีตัวตนของสมาชิกพรรคได้
ผมเชื่อว่า ถ้าจะประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันนี้ คงจะไม่มีพรรคใดที่สามารถเตรียมความพร้อมและดำเนินการได้ ไม่ว่าจะพรรคใหม่ พรรคเก่า พรรคเล็ก พรรคใหญ่ เพราะทุกพรรคต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเดียวกัน การจะเริ่มต้นได้ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ ก. จนกว่าถึง ฮ. วันนี้ ก. ยังไม่สามารถเริ่มทำได้เลย การจะไปถึง ฮ. คงจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะการปฏิบัติตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ยังไม่สามารถทำอะไรได้
ความคาดหวังที่จะได้นักการเมืองมิติใหม่เข้ามาทดแทน ขณะที่ความเป็นจริงนักการเมืองเก่ายังมีบทบาทในทางการเมืองอยู่
ภราดร ปริศนานันทกุล : ขณะนี้อาจจะเห็นว่ามีเพียงนักการเมืองเก่าที่ยังมีบทบาทในทางการเมือง แต่นักการเมืองหน้าใหม่ก็ยังมีและพร้อมที่จะเข้ามาสู่การเมือง เพียงแต่ในขณะนี้ยังติดเงื่อนที่คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ที่ยังไม่ปลดล็อกให้นักการเมืองทำกิจกรรมได้ เมื่อถึงเวลาที่มีนักการเมืองหน้าใหม่เข้ามา จะอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้โอกาสกับนักการเมืองหน้าใหม่ผ่านผลการเลือกตั้งที่จะออกมาว่าอยากจะเห็นการเมืองรูปแบบใหม่ หรือการเมืองรูปแบบเก่า ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ นายกฯ และผู้มีอำนาจก็มาจับมือหรือสั่งให้ประชาชนเลือกก็คงไม่ได้
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ : ผมมองว่าในรอบปีที่ผ่านมา มุมมองของสังคมที่มีต่อนักการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ประชาชนอยากได้คนดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง และปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อมีการเลือกตั้งและต้องเลือก ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชน พวกเราก็มุ่งหวังที่จะได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งมันมีข้อดีอย่างหนึ่ง ไม่ว่าคนที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาจะดีหรือเลวเพียงใด แต่เมื่อเข้ามาตามระบบการเลือกตั้ง มันยังมีช่องทางให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ส.ส.ได้ ประชาชนสามารถพิพากษาอนาคตทางการเมืองของ ส.ส.คนนั้นๆ ได้
พรรค ชทพ.คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งและวังวนเดิมๆ ได้อย่างไร จะเห็นได้จากจุดยืนของพรรค ชทพ.ว่า เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร วันนี้ต้องฝากการบ้านไปถึงพรรคใหญ่ต่างๆ ด้วยว่า ผมเชื่อว่าวันนี้พรรคใหญ่ทำการบ้านไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หลังการเลือกตั้งแต่ละพรรคประเมินไว้แล้วว่าจะได้ ส.ส.เท่าใด สูตรการเมืองจะออกมาอย่างใด ทุกพรรคต่างเก็งข้อสอบไว้หมด
โจทย์สำคัญที่อยากจะฝากพรรคใหญ่ก็คือว่า ถ้าผลคำตอบออกมาไม่เป็นอย่างที่เก็งกันก็ต้องหาทางออกเผื่อไว้ให้กับประเทศด้วย ถ้าอยากจะก้าวพ้นวังวน 17 ปีที่ผ่านมาให้ได้ ก็ต้องช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ
เสมอกัน เที่ยงธรรม : พวกผมเชื่อว่าเรามีความคิดที่จะเปลี่ยน อยากเปลี่ยนการเมืองเป็นแบบใหม่ได้ แม้จะไม่ใช้วิธีการใหม่ เชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผ่านวังวนทางการเมืองแบบเก่า อาจจะถึง 3 ใน 4 ของนักการเมืองทั้งหมด ที่ต้องการทำให้ประชาชนเกิดความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นอะไรใหม่ๆ ทางการเมือง พวกผมพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามที่ประชาชนต้องการ และเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะก้าวกระโดด แต่จะกระโดดขึ้นฝั่ง หรือกระโดดลงน้ำ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะประชาชนคนละหนึ่งเสียง สิบล้านคนก็สิบล้านเสียง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน
วางสถานะพรรค ชทพ.ไว้ตรงไหน
วราวุธ ศิลปอาชา : พรรค ชทพ.ในอดีตเคยเป็นพรรคใหญ่ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นแกนนำฝ่ายค้าน เคยผลัดใบจนกระทั่งเหลือ ส.ส.เพียงแต่หยิบมือเดียว ฉะนั้น จะใหญ่จะเล็กเราเคยผ่านมาหมดแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญวันนี้เราอยากให้องค์กรที่ชื่อชาติไทยพัฒนาในอนาคตที่ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่เมื่อใครก็ตามที่มาอยู่ในบ้านหลังนี้ ความสัมพันธ์ภายในพรรค การอยู่กันฉันพี่ฉันน้อง การอยู่กันภายใต้หลังคาบ้านที่ชื่อชาติไทยพัฒนานั้น เราสามารถดูแลทุกคนได้หรือไม่ จะเป็นพรรคเล็กเพียงแค่ 10 คน แต่หากว่าไม่มีความอบอุ่นเลย ต่างคนต่างอยู่ต่อสู้ชิงดีชิงเด่นกัน ในขณะที่มี 80-90 เสียง แต่ทุกคนสามารถอยู่ด้วยกันสมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน
ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคจะมีขนาดไหน แต่อยู่ว่าเมื่ออยู่กันแล้วเรามีความสุขกันหรือไม่ การทำงานทางการเมืองคงคล้ายๆ กับสโมสรฟุตบอล จบฤดูกาลทีหนึ่งก็ต้องมานั่งดูกันว่า นักฟุตบอลมีความสุขกับการอยู่ที่สโมสรหรือไม่ เพราะความสุขของคนที่ทำงานจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของศักยภาพและประสิทธิผลของการทำงาน แทนที่จะใช้เวลามาระวังกันเองภายในพรรค หากทำงานโดยรู้ว่าพรรคสนับสนุนคุณเต็มที่ในสถานการณ์ใดก็ตามก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
และที่สำคัญ เราไม่เคยคาดหวังว่าจะเป็นพรรคใหญ่อยู่แล้ว เพราะพรรษาทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาก็ไม่ได้มากมายเหมือนพรรคเก่าแก่บางพรรค
ดังนั้น จึงขอเจียมเนื้อเจียมตัวค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ได้มีความคาดหวังตั้งใจจะเป็นใหญ่ เราอยู่ ณ ขณะนี้มีคนเข้าบ้าง มีคนติดต่อเข้ามาบ้าง มีคนออกไปบ้างก็ธรรมดา เพราะมีเข้าก็มีออก มีออกก็ต้องมีเข้า
ที่เคยบอกว่า “ถ้าเขามาช้อปเราก็ช้อปเขาคืนบ้าง” ตอนนี้ช้อปมาได้บ้างหรือยัง
วราวุธ ศิลปอาชา : ตอนนี้ตลาดยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ที่มีข่าวว่าคนนั้นจะไปที่นั่นบ้างคนนี้จะไปที่นี่บ้าง แต่ความจริงวันนี้ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เพราะด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายจึงยังไม่สามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคไหนได้เลย ข่าวทุกอย่างจึงล้วนเป็นข่าวลือทั้งนั้น แม้จะมีข่าวออกมาแล้วว่า ไปอยู่พรรคนั้นพรรคนี้จริงๆ แต่ในเมืองการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะบางคนบอกว่า จะไม่ไปไหน แต่สุดท้ายออกไปก็ได้ ขณะที่บางคนบอกไปแน่ๆ แต่สุดท้ายก็อาจไม่ได้ไปก็ได้
วันนี้ข่าวก็ยังเป็นข่าว อย่าเพิ่งตื่นตูมตีโพยตีพาย เพราะวันนี้เรายังเชื่อว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังมีดีพอที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยลำพังสองขาของเรา เรามีดีพอที่จะทำงานในฐานะคนที่มีความคิดใหม่ๆ ดังนั้น การจะไปการจะอยู่นาทีนี้คงยังเร็วเกินไปที่จะพูด เพราะไม่มีใครสามารถไปไหนได้ทั้งนั้น มีแต่ออก ยังไม่มีเข้า เพราะกฎหมายให้ลาออก แต่ยังไม่สามารถไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไหนได้ การลาออกไปแล้วแต่ถึงเวลาก็อาจกลับมาสมัครใหม่ก็ได้ ใครจะรู้ ผมจึงเชื่อว่า กว่าจะถึงวันเลือกตั้งยังมีอีกหลายช็อตในการตัดสินใจ
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ : สิ่งหนึ่งที่พวกเราพูดคุยกันตลอด สำหรับแนวทางในการทำพรรค ชทพ.ยุคใหม่ คือ เราอยากจะเป็นพรรคที่คนอยากจะเข้ามาอยู่ในพรรคด้วยอุดมการณ์และแนวทางมากกว่าเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้น กรณีที่จะมีข่าวว่า ใครจะมาซื้อหรือดึงตัวผู้สมัคร พรรคก็ไม่ได้กังวลอะไรมากมายนัก เพราะเราเชื่อว่า หากวันหนึ่ง คนที่มีแนวทางที่แตกต่างมาอยู่กับชาติไทยพัฒนาก็คงอึดอัด สิ่งหนึ่งที่เรามองว่าสำคัญก็คือ เราจะมองอย่างไรให้ประชาชนรับรู้ว่าชาติไทยพัฒนามีความพร้อมและตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะเป็นพรรคที่สามที่คนจะเลือกให้ได้ ซึ่งหากวันไหนที่ประชาชนเห็นว่า ภาพของเราชัดผู้สมัครจะมีให้เราเลือกมากหน้าหลายตาแน่นอน
จุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นพรรคที่ 3 เพื่อร่วมรัฐบาล
วราวุธ ศิลปอาชา : เราไม่เคยทะเลาะกับใครมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว การทำงานของพรรคชาติไทยพัฒาไม่ได้จ้องแต่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว ในอดีตพรรคชาติไทยฝ่ายค้านเราก็เคยเป็น ร่วมรัฐบาลก็เคย แกนนำฝ่ายค้าน แกนนำรัฐบาลก็เคยเป็นมาหมดแล้ว สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญตั้งแต่สมัยก่อนมาจนถึงวันนี้ ก็คือ หากเราอยู่ร่วมกันใครแล้ว เราไม่เคยหักหลังใคร การทำงานในรูปแบบสัญญาลูกผู้ชาย สัจจะเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น เราเองก็ยึดมั่นในแนวทางที่ผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนายึดถือและปฏิบัติมา ส่วนการได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้านขึ้นอยู่กับตัวเลขหลังการเลือกตั้งเท่านั้นเอง
กรวีร์ ปริศนานันทกุล : ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเราก็คุยกันว่า จริงแล้วเราไม่มองเช่นนั้น ภาพที่ผ่านมาที่คนชอบเรียก พรรค ชทพ.ว่า เป็นพรรคปลาไหล ใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ไปร่วมทั้งหมด ความจริงไม่ใช่โจทย์ของพรรค เราไม่ได้มองแค่เพียงว่า ต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น เพราะการเข้าไปทำหน้าที่ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็ต้องทำหน้าที่ของเราในสภาให้เต็มที่เท่านั้นเอง อย่างที่บอกว่าที่ผ่านมาพรรค ชทพ.ไม่เคยเป็นคู่ขัดแย้งกับใครมากกว่า จึงทำให้คนอื่นมองภาพเราว่าพร้อมที่จะเป็นร่วมรัฐบาลเสมอ แต่ความจริงไม่ใช่ คิดว่าต่อไปแนวทางของพรรคที่จะทำงานทางด้านการเมืองออกมาให้มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน คิดว่า ในอนาคตพี่น้องประชาชนจะได้เห็นและสัมผัส


