วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ห้อง 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ. 3988/2559 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชัชวาล ปราบบำรุง หรือ ชัช, นายทวีชัย วิชาคำ หรือชัย, นายสุนทร ผิผ่วนนอก หรือป๋าทร และนายสมศรี มาฤทธิ์ หรือเยอะ จำเลยที่ 1-4 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามก่อให้เกิดระเบิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 288, 289 ประกอบมาตรา 32, 33, 80, 81 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสี่กับพวกหลายคนที่หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนขนาด 40 มม. หรือระเบิด M 79 จำนวน 1 กระบอก และลูกระเบิดยิงชนิดสังหาร (เอชอี) ขนาด 40 มม.อีกจำนวนหลายลูก และอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. ไม่มีเครื่องหมายนายทะเบียนอีก 2 กระบอก กับกระสุนปืนขนาด 9 มม. ไม่ทราบจำนวน มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนดังกล่าวไปตามถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าและถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.
การกระทำนั้น จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ไตร่ตรองไว้ก่อน โดยตระเตรียมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่เป็นยุทธภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อไปใช้ในการกระทำผิดที่มีการวางแผนล่วงหน้า มีการร่วมกันใช้อาวุธปืนเอ็ม 79 เล็งและยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส.” ซึ่งกำลังชุมนุมอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ศูนย์ราชการ จนกระทั่งทำให้เกิดระเบิด โดยสะเก็ดระเบิดได้ทำให้นายสุวรรณ์ แก้วพุฒ ได้รับบาดเจ็บที่ขา สะโพก ซี่โครงด้านขวา และต้นคอ และถูกที่ขาซ้ายกับไหล่ขวาของนายณัฎฐวิช พูนวศินมงคล หรืออาคม แซ่เตียว เป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส.
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสี่กับพวกที่หลบหนียังร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนยิงใส่ประชาชนทั่วไปที่อยู่หรือผ่านบริเวณห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาแจ้งวัฒนะ จากนั้นวันที่ 10 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1-2 กับพวกหลายคนที่หลบหนีก็ยังร่วมกันใช้อาวุธปืนนั้นยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่ชุมนุมบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ ใกล้กับศูนย์ราชการอีก 2 ลูก ทำให้นายยุทธนนท์ สงทอง ผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดที่ต้นขาและหน้าท้อง
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 นายแล้ว เห็นว่าพยานได้เล่าเหตุการณ์เป็นลำดับเชื่อมโยงกัน แต่พยานทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพยานบอกเล่าภายหลังเกิดเหตุการณ์ทั้ง 3 ครั้งเท่านั้น ไม่ได้รู้เห็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นโดยตรง ส่วนพยานปากผู้เสียหายทั้งสามที่มาเบิกความ แม้จะเป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ก็เบิกความเหมือนกันว่าไม่เห็นคนร้ายและไม่ทราบว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด
นอกจากนี้ คำเบิกความของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งแผนที่และภาพถ่าย แสดงสถานที่เกิดเหตุเกี่ยวกับจุดที่สันนิษฐานว่าคนร้ายใช้ยิงลูกระเบิดชนิด M 79 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 ว่าเป็นบริเวณในซอยแจ้งวัฒนะ 12 ที่ห่างจากห้องน้ำชั่วคราวของกลุ่ม กปปส.ประมาณ 400 เมตรนั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่โล่งแจ้ง ประชาชนทั่วไปสามารถสัญจรผ่านได้ และยังมีจุดตรวจย่อยของทหารซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 250 เมตร ขณะที่จุดสันนิษฐานคนร้ายใช้ยิงลูกระเบิดชนิด M 79 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 ว่าเป็นถนนเลียบคลองประปานั้น ก็ได้ความจากการซักค้านของทนายจำเลยว่า มีจุดตรวจร่วมทหาร-ตำรวจอยู่ห่าง 200-300 เมตร
ส่วนจุดเกิดเหตุวันที่ 10 เมษายน 2557 ว่าเป็นบริเวณจุดกลับรถ หน้าบริษัทไปรษณีย์ไทยฯ ใกล้แยกหลักสี่นั้น ได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า การระบุจุดที่สันนิษฐานว่าคนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นการเขียนขึ้นภายหลัง นอกจากนี้ยังได้ความว่า ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มีการตั้งล้อยางรถยนต์กั้นบริเวณแยกหลักสี่ มุ่งหน้าถนนแจ้งวัฒนะ ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไป หากบุคคลใดรวมถึงเจ้าพนักงานจะเข้าไปบริเวณดังกล่าว จะต้องได้รับอนุญาตจากการ์ดผู้ชุมนุม กปปส.
พยานทั้งหมดของโจทก์จึงเป็นเพียงคาดเดา และเป็นข้อสันนิษฐานของพนักงานสอบสวนกับผู้เกี่ยวข้องโดยไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งเฉพาะยืนยันว่าเป็นการยิงจากจุดดังกล่าว หากยิงลูกระเบิดชนิด M 79 จากจุดสันนิษฐานที่มีทหารที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธอยู่เป็นประจำ ถ้ามีเสียงดังจากลูกระเบิดก็ย่อมสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันท่วงที อีกทั้งยังผิดวิสัยของคนร้ายด้วยว่าส่วนใหญ่จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นล่วงรู้ ประกอบกับคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่าพบเครื่องยิงระเบิดชนิด M 79 ที่ใช้ก่อเหตุทั้ง 3 ครั้ง เพื่อจะนำมาตรวจสอบหาลายนิ้วมือแฝง คงมีเพียงผลตรวจพิสูจน์เศษสะเก็ดระเบิดที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ครั้งเท่านั้น และยังไม่ปรากฏว่าพบอาวุธที่ใช้ในกระทำความผิดในบ้านของจำเลยตามที่ตำรวจเคยเบิกความ ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทางตามที่โจทก์อ้างว่าคนร้ายใช้เป็นเส้นทางหลบหนี ก็ไม่ปรากฏภาพของจำเลยทั้งสี่ใช้เส้นทางดังกล่าวตามที่พยานโจทก์อ้าง
เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นตัวผู้กระทำความผิดมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสี่เป็นคนร้าย อีกทั้งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายที่ร่วมกันใช้เครื่องระเบิดชนิด M 79 ในคดีนี้ จึงพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบเศษสะเก็ดวัตถุระเบิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายชัชวาล ปราบบำรุง, นายทวีชัย วิชาคำ, นายสุนทร ผิผ่วนนอก และนายสมศรี มาฤทธิ์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิตและลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 จากคดีเหตุการณ์ยิงระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่เวทีบิ๊กซี ราชดำริ ปี 2557 อีกด้วย ซึ่งขณะนี้ตัวถูกขังอยู่เรือนจำในคดีดังกล่าว

