นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบาย EEC ครั้งที่ 4 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้หารือ 1.ความก้าวหน้าการดำเนินงาน โดยรับทราบความก้าวหน้าของภารกิจที่ได้ให้นโยบายไปดังนี้ ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.เสร็จแล้วทุกมาตรา และคาดว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้, การลงทุนอุตสาหรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC การขอรับการส่งเสริมการลงทุนใน EEC ในปี 2560 รวมเป็นเงินลงทุน 296,890 ล้านบาท โดยปี 2561 มีเป้าหมายการลงทุน 300,000 ล้านบาท โดย 84% เป็นการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีสูง คิดเป็น 84% ของอุตสาหกรรมทั้งหมด
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบว่าคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC เพิ่มเติม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ได้แก่ เขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ เช่น เมืองการบินภาคตะวันออก ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในการยกเว้นภาษีนิติบุคคลเพิ่มอีก 2 ปี รวม 8 ปี และลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องฝึกอบรมพนักงานมากกว่า 10% ของพนักงานทั้งหมด หรือมากกว่า 50 คน, เขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปีจากเกณฑ์ปกติ โดยมีเงื่อนไขต้องฝึกอบรมพนักงาน มากกว่า 10% ของพนักงานทั้งหมด หรือมากกว่า 50 คน และเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม หรือเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 3 ปีจากเกณฑ์ปกติ โดยมีเงื่อนไขต้องฝึกอบรมพนักงานมากกว่า 5% ของพนักงานทั้งหมด หรือมากกว่า 25 คน
การพัฒนาบุคลากรใน EEC ตามมติ กนศ.สืบเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายฯ ได้อนุมัติร่างแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาบุคลากรฯ โดย สกรศ.ได้นำแผนไปรับฟังความคิดเห็นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี สรุปได้ว่าประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาด้านพัฒนาบุคลลากร ที่ต้องสร้างเยาวชนให้มีความรู้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นหลัก และขณะนี้มีการทำงานร่วมกันในทิศทางเดียวกันของหน่วยงาน และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกระดับ นอกจากนี้ สงป.และ สกรศ.ได้ร่วมกันปรับปรุงรายละเอียดโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนตามวัตถุประสงค์การพัฒนาบุคลากรใน EEC โดยปรับลดเหลือ 15 โครงการ วงเงิน 589 ล้านบาท จากเดิม 861ล้านบาท
นายคณิศกล่าวอีกว่า 2.การประกาศเขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มเติมอีก 19 แห่ง โดยคณะกรรมการฯ เห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 19 แห่ง ซึ่งมีหลักเกณฑ์การจัดตั้งเขตส่งเสริมครบถ้วนแล้ว ทำให้มีพื้นที่ใหม่รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 26,200 ไร่ คาดว่าจะรองรับการลงทุนได้กว่า 1.1 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 19 แห่ง ประกอบด้วย จ.ระยอง 6 แห่ง จ.ชลบุรี 12 แห่ง และ จ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ผ่านการศึกษาสิ่งแวดล้อม และเปิดดำเนินการอยู่แล้ว แต่ยังมีที่ดินที่เหลืออยู่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC จึงไม่จำเป็นต้องนำที่ดินอื่นๆ นอกเขตนิคมอุตสาหกรรมมาประกอบอุตสาหกรรม
นายคณิศกล่าวต่อว่า 3.คุณสมบัติ และเงื่อนไขของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอากาศยานใน EEC ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ร่วมกับ สกรศ.กำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอากาศยานที่เป็นนิติบุคคล ที่มีผู้มีสัญชาติไทยน้อยกว่า 51% ทั้งนี้ เพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินการ และสนับสนุนการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอากาศยานให้เกิดขึ้นใน EEC มีคุณสมบัติ อาทิ มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมของพื้นที่ EEC เพื่อการผลิตอากาศยาน หรือส่วนประกอบสำคัญของอากาศยาน หรือหน่วยซ่อมอากาศยาน มีขีดความสามารถที่จะผลิตอากาศยาน เป็นต้น สำหรับเงื่อนไขประกอบการพิจารณามี 2 เรื่อง ได้แก่ ระดับเทคโนโลยีสำคัญที่ต้องการในการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของไทย และแผนในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรไทย
นายคณิศกล่าวอีกว่า 4.แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐาน ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานฯ โดยให้เพิ่มเรื่องดิจิทัล และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนปฏิบัติการฯ มีสาระสาคัญ 2 ประการ คือ มุ่งพัฒนาโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ อากาศ ในพื้นที่ EEC และพื้นที่ใกล้เคียง ให้ EEC เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่น่าอยู่อาศัยแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย ให้ EEC เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ ได้อย่างสมบูรณ์ รวมกันเป็นมหานครขนาดใหญ่ ลดความอัดแอของกรุงเทพฯ ในอนาคต โดยประชาชนสามารถเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และ EEC เข้าสู่กรุงเทพฯ ใน 1 ชั่วโมงด้วยรถไฟความเร็วสูง และมีสนามบินอู่ตะเภาเสมือนเป็นสนามบินหลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ ช่วยผ่อนคลายความคับคั่งของสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ และเพื่อให้เกิดผลในการปฏิบัติ ประกอบด้วยโครงการ ระยะสั้น-กลาง-ยาว 168 โครงการ กรอบวงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท และประมาณว่าการลงทุนจะเป็นเงินงบประมาณ 30% งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 10% และรัฐร่วมทุนเอกชน (PPP) 60%
นายคณิศกล่าวว่า และ 5.แผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการฯ ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ แผนปฏิบัติการนี้มีสาระสาคัญ 2 ประการ คือ มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวใน EEC สู่การท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลุ่มครอบครัว และนักธุรกิจเพิ่มขึ้น คาดว่าว่าใน 4 ปี เมื่อระบบคมนาคมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสมบูรณ์ขึ้น จะมีนักท่องเที่ยวใน EEC เพิ่มขึ้นเป็น 47 ล้านคน จาก 30 ล้านคนในปัจจุบัน ประชาชนได้รายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 5 แสนล้านบาท จาก 3 แสนล้านบาทในปัจจุบัน
และเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติแผนฯ นี้ จึงได้เสนอโครงการภายใต้แผนฯ 53 โครงการ ในกรอบวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นเงินงบ 25% งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 1% และรัฐร่วมทุนเอกชน (PPP) 74%

