ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำ สั่งทำแผนบริหารจัดน้ำ 20 ปี พร้อมตั้งคณะทำงาน 4 ฝ่ายบูรณาการงานร่วมกัน ด้าน”ฉัตรชัย” ยืนยันมีแผนรับมือสถานการณ์น้ำปี 61 กำชับทุกหน่วยไม่ประมาท
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอละหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธาน โดยพล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า วันนี้มีการเสนอการจัดการภายในโดยตั้ง 4 คณะทำงาน ได้แก่ คณะกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำ คณะกรรมการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ 20 ปี และคณะกรรมการกลั่นกรอง วิเคราะห์ประเมินผลการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ส่วนงานด้านการจัดการงบประมาณนั้น เดิมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมี 30 หน่วย ใช้งบประมาณประจำปี ปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท รวมถึงในปีงบประมาณ 61 ที่ได้ปรับการใช้งบประมาณเพื่อซ่อมบำรุงแหล่งน้ำขนาดเล็ก ส่วนการจัดการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่มีวงเงิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป นายกรัฐมนตรีสั่งการให้แยกออกมาเพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณโดยมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดการ และให้จัดทำแผนระยะยาว 20 ปี โดยจัดตามความเร่งด่วนในแต่ละปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะต้องศึกษา ออกแบบ เพื่อลดผลกระทบก่อนดำเนินโครงการ ปัจจุบันมีอยู่ 44 โครงการในทุกภูมิภาค
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในปี 61 ว่า กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ได้รายงานว่า ไทยจะได้รับผลกระทบจากลานีญา ที่อาจทำให้มีฝน และปลายปีอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วง ที่ประชุมจึงสั่งการให้บูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อบริหารจัดการน้ำ ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนมาก จึงกำชับแล้วว่าให้บริหารจัดการด้วยความไม่ประมาท การแก้ไขปัญหาภัยแล้งอาจจะทำได้ แต่หากมีฝนตกก็ต้องพร่องน้ำจากเขื่อนอย่างต่อเนื่อง และทำตั้งแต่ขณะนี้ โดย สทนช.จะต้องตรวจสอบข้อมูลทุกเดือน ควบคุมการบริหารจัดการน้ำขนาดเล็ก และใหญ่ รวมถึงไม่ให้กระทบกับภัยแล้งด้วย และยืนยันว่ามีแผนในการดำเนินการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมแล้ว และเชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าทุกๆปี
เมื่อถามว่า การพร้องน้ำระบายน้ำที่เกิดปัญหาในปีที่แล้ว อำนาจในการตัดสินใจเปิด-ปิดประตูน้ำต่างๆ อยู่ที่ใคร ระหว่าง สทนช. กับจังหวัด พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ในพื้นที่จะมีคณะกรรมการลุ่มน้ำที่ผู้ว่าฯ เป็นประธาน ซึ่งยังไม่ได้ยกเลิกไป เป็นผู้ดำเนินการและมี สทนช.เป็นผู้ควบคุม สั่งการลงไปยังผู้ว่าฯ
ด้านนายสมเกียรติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์น้ำของชาติใน 2-3 ปีที่ผ่านมายังไม่ครอบคลุมและยังมีจุดที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะน้ำอุปโภค บริโภค 256 หมู่บ้านที่จะต้องทำให้ครอบคลุม และแล้วเสร็จภายในปี 62 นอกจากนี้จะต้องเร่งขับเคลื่อนแผนการจัดการน้ำและแนวทางพัฒนาเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ขณะที่การป้องกันน้ำท่วมมีการวางแผนให้ขุดลอกแม่น้ำสายหลัก โดยเฉพาะแม่น้ำ เจ้าพระยา แม่น้ำยม และแม่น้ำชี ที่มีปัญหา ให้แล้วเสร็จ ภายในปี 62-63 นอกจากนี้ยังหารือการใช้งบประมาณที่เดิมมีการตั้งไว้ 128,783 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการเกี่ยวทรัพยากรน้ำในปีงบประมาณ 62 โดยอาจจะมีการปรับโครงการต่างๆ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกำชับให้มีการติดตามประเมินผลให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วย

