หน้าแรก การเมือง พฤกษศาสตร์การ...

พฤกษศาสตร์การเมือง : จากการเมืองรากแก้วสู่การเมืองรากหญ้าและการเมืองเหง้าขิง

6.02.18 | 13:00 น.

การทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ถือครองอำนาจ หรือที่เรียกว่าฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่เคลื่อนไหวเองซึ่งมีอยู่หลากหลาย และฝ่ายสังเกตการณ์ทั้งผู้ชมและสื่อ

ยิ่งสำคัญมากขึ้นถ้าเราเชื่อว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

เนื่องจากสิ่งที่ท่านจะอ่านนี้ไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ผมจึงอยากจะเขียนอะไรที่หลวมๆ ง่ายๆ และไม่เคร่งครัดกับขนบของการเขียนงานวิชาการมากนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องการให้ความหลวมๆ ของมันนำเราไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับการนำเอาอุปมาอุปมัยที่จะใช้ในวันนี้มองการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองให้มากขึ้นกว่าการแปลหรือนำเอาทฤษฎีมาถ่ายทอดหรือตัดเข้ากับข้อมูลอย่างเคร่งครัดจนอาจไม่เห็นอะไรใหม่ๆ ที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น

เรื่องแรกที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ เริ่มมีการพยายามตั้งคำถามว่าสภาวะความปั่นป่วนทางการเมือง (ซึ่งอีกด้านอาจจะไม่ใช่ความปั่นป่วน แต่เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง) และการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของความชอบธรรมของระบอบรัฐประหารนั้นจะ “ซ้ำรอย” การล้มลงของระบอบเผด็จการทหารในช่วงสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส และการล้มลงของระบอบประชาธิปไตยประชานิยมในช่วงยิ่งลักษณ์หรือไม่?

ขยายความคือ กรณีจากนาฬิกาหรู มาถึงการเลื่อนเลือกตั้ง และการพยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประชาชนผ่านโครงการไทยนิยม แถมยังมาอ้างว่าคณะรัฐประหารยังเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ทั้งที่เราอยู่ในรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน จนทำให้คนเริ่มคิดว่า แทนที่ได้เลือกตั้ง และอำนาจกลับสู่ประชาชน พวกเขากลับถูกเลื่อนต่อไปอีก และรัฐบาลไม่สามารถตอบความเคลือบแคลงของประชาชนต่อกรณีนาฬิกาได้ (ทั้งจากคนใส่ และคนตรวจสอบ) มิหนำซ้ำการพยายามดำเนินคดีกับคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้เลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งชื่อเล่นว่าพวก MBK39 (ล้อกับวงดัง BNK48) รวมทั้งการกดดันตรวจสอบ การจัดขบวนล้อการเมืองของนิสิตนักศึกษาในงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ยิ่งทำให้คนเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตของประเทศไทยผ่านระบอบรัฐประหารมากขึ้นไปอีก

Advertisement

ส่วนกรณีการนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นั้นก็อาจจะเริ่มจากการตั้งคำถามกับเผด็จการที่ครองอำนาจมาสิบกว่าปี เมื่อมีกรณีการล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร การเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และการเขียนการ์ตูนล้อเลียนอธิการบดีของมหาวิทยาลัยโดยกลุ่มนักศึกษากลุ่มเล็กๆ ที่สุดท้ายยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผ่านการลุกฮือของประชาชน

หรือกรณีการล้มลงของรัฐบาลประชานิยมเมื่อเกือบสี่ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และลามไปถึงการตรวจสอบโครงการจำนำข้าวซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเมืองประชานิยม และสุดท้ายเกิดรัฐประหารที่พาประเทศมาจนถึงวันนี้

คำตอบของผมต่อความเหมือนหรือต่างของเหตุการณ์เหล่านี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดในอีกไม่นานนี้ คือ “ไม่แน่ใจครับ”

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ในด้านหนึ่ง ความเหมือนหรือไม่เหมือน อาจไม่สำคัญในตัวของมันเอง แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ เมื่อคนเริ่มคิดเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน และหารูปแบบ และเริ่มมี “ความปรารถนา” ในการอยากให้มันเป็นเช่นนั้น หรือไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เรื่องเหล่านี้ก็จะเริ่มติดตรึงเข้าไปในจิตใจ

ในแง่นี้ “ความปรารถนา” ที่เรามีกับเรื่องนั้นๆ (เช่น อยากให้เป็น หรือไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย) มันอาจจะสำคัญกว่าเหตุผล และอุดมการณ์ ซึ่งเป็นฐานของการที่ทำให้เราเกี่ยวพันกับการเมืองในอดีต

ผมอยากจะบอกว่า เรามีทั้งวิธีมองทางการเมืองและปฏิบัติการทางการเมืองอยู่สามแบบที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันในวันนี้

1.การเมืองรากแก้ว-ง่ายๆ ก็คือวิธีคิดที่รัฐ หรือขบวนการทางสังคมที่มีวิธีคิดแบบรัฐ (ดังนั้นอย่าเพิ่งไปเชื่อว่าวิธีคิดนี้มีแต่รัฐที่ทำ) นั่นก็คือ เชื่อว่าจะต้อง “ปลูกฝัง” แนวคิด อุดมการณ์ จิตสำนึก หรือแม้กระทั่งเหตุผล ลงไปในดิน ซึ่งก็คือผู้คน หรือมวลชนนั่นเอง

ยิ่งปลูกฝังการเมืองก็จะมีความเข้มแข็ง ทั้งจากเหตุผลและอุดมการณ์ของฝ่ายตนที่ครองอำนาจ

สิ่งเหล่านี้อาจจะมาจากวิทยากรเครือข่ายระบบราชการแม่ปู จากวิทยากรที่รัฐเชิญมา จากอาสาสมัครหรือขบวนการที่ตรงข้ามรัฐ แต่ต้องการยึดอำนาจจากรัฐ

เอาเข้าจริงบางครั้งเราก็อาจจะสงสัยว่าสิ่งที่รัฐและขบวนการเหล่านี้ต้องการให้เราเชื่อในเหตุผล หรืออุดมการณ์เเค่นั้นหรือเปล่า? บางทีสิ่งที่เขาอยากให้เราเชื่อก็อาจจะเป็นความปรารถนาอะไรบางอย่างที่มันข้ามเหตุข้ามผล หรือไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ที่ชัดเจนก็อาจเป็นได้ (อาทิ เนื้อหาหลักอาจไม่ใช่สาระสำคัญเท่าการปลูกฝังความกลัว และยอมรับวิธีการจัดตั้งและถ่ายทอด คือการยอมรับและทำตามผู้นำหรือแกนนำไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม)

2.การเมืองรากหญ้า การเมืองรากหญ้านั้นจะปฏิเสธขบวนการแบบระบบราชการ หรือระบบที่มีลำดับชั้น แต่เชื่อในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของความหลากหลาย และเชื่อมั่นว่าการนำนั้นเป็นเรื่องแนวระนาบ โดยเฉพาะเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่าย มากกว่าเรื่องของลำดับชั้นของการสั่งการ และเชื่อว่าผู้ที่จะเข้าร่วมนั้นเป็นคนที่มาจากท้องถิ่นหรือประเด็นเหล่านั้นเอง ไม่ใช่คนนอกชุมชนเหล่านั้น

เราจะเห็นถึงความหลากหลายของการเคลื่อนไหว แต่สุดท้ายก็จะต้องมีการประชุมเครือข่าย และพยายามแสวงหาจุดร่วมและสงวนจุดต่างของเครือข่ายเหล่านี้ เช่น ขบวนการประชาสังคม บรรดาเอ็นจีโอ หรือเครือข่ายปัญหาต่างๆ หรือที่มีการพูดถึง ขบวนการทางสังคมแบบใหม่ๆ ที่เคลื่อนไหวในประเด็นทางสังคมที่หลากหลาย แต่ก็พยายามมีจุดร่วมในการต่อรองกับรัฐเพื่อให้ปรับเปลี่ยนแนวนโยบาย แนวคิด หรือโครงการ

การไม่เข้าไปเป็นรัฐเสียเอง อาจไม่ได้หมายถึงว่ายอมรับอำนาจของรัฐ เพราะในหลายครั้งการไม่เข้าไปเป็นรัฐแต่อยู่ข้างนอก ก็อาจจะกำกับ และปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐได้ทรงพลังกว่าการไปเป็นรัฐเสียเองก็อาจเป็นได้

หัวใจของการเคลื่อนไหว คือประเด็นร่วม และแนวทางการเคลื่อนไหวแบบร่วมมือมากกว่าสั่งการ จะเห็นจากวิธีการประชุมของเครือข่ายปัญหาต่างๆ เช่น สมัชชาคนจนในอดีต เป็นต้น

สิ่งที่รัฐอาจจะไม่เข้าใจก็คือ แกนนำในความหมายของขบวนการรากหญ้านั้น ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวที่จำเป็นต้องโดดเด่นและถ้าเด็ดหัวหรือจัดการซะทุกอย่างก็จะจบลง เพราะตราบใดที่ปัญหายังคงอยู่ คนใหม่ๆ ก็จะเข้ามานำได้ และยังได้รับความร่วมมือจากบรรดาพันธมิตรของขบวนการที่มีอยู่มากมาย ตราบใดที่มีจุดร่วมตรงกัน

3.การเมืองแบบเหง้าขิง หรือเหง้าหญ้าแห้วหมู (Rizhome) การเมืองแบบนี้เป็นอุปมาอุปมัยอีกแบบที่มาจากพฤกษศาสตร์ในอีกแบบหนึ่ง คือนึกถึงเหง้าขิงที่อยู่ใต้ดิน และที่สำคัญไม่ใช่มีลักษณะที่จะต้องพุ่งขึ้นมาบนดิน แต่เติบโตแตกกิ่งก้านสาขาขนานไปใต้ดินบ้าง ขึ้นมาบนดินบ้าง การแตกแขนงมาหลายทิศทาง ไม่ได้มีลักษณะท่อน้ำเลี้ยงแบบที่ถ้าตัด “รากแก้ว” หรือถอนรากถอนโคนแล้วจะจบ หรือถ้าถอนหญ้าออกก็จะจบ

ความสำคัญหลักของการเมืองแบบแห้วหมูไม่ใช่เรื่องของเอกภาพของการเคลื่อนไหว ทั้งจากการสั่งการตามลำดับขั้น และความร่วมมือในลักษณะประเด็นร่วมหรือเครือข่ายเสมอไป สิ่งสำคัญของการเคลื่อนไหวเหล่านี้คือมันแพร่กระจาย ไร้ทิศทาง ต่างคนต่างทำ และในอีกด้านหนึ่งก็คือคาดเดาผลได้ยาก

การอุปมาอุปมัยอีกอย่างก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบนี้ เป็นเช่นการแพร่ระบาดของไวรัสบางประเภท ที่อาจจะฟักตัวนาน จน “สังเกตอาการไม่ออก” และเมื่อมันถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว มันจะแสดงตัวอย่างอันตรายและควบคุมไม่ได้

การเกิดการเคลื่อนไหวในแบบนี้มักจะมีการกล่าวถึงว่ายิ่งกระจายตัวมากขึ้นในปัจจุบันผ่านโลกออนไลน์ด้วย

และหัวใจสำคัญอีกอย่างของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็คือ การไร้แกนนำ และไร้ผังเชื่อมโยง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐนั้นไม่เข้าใจ และที่สำคัญกว่าไม่เข้าใจคือ “ไม่สามารถเข้าใจได้” เพราะวิธีคิดของรัฐ หรือจากแกนนำการเคลื่อนไหวแบบมวลชน ก็คือทุกอย่างมีต้นตอ และฝ่ายเอ็นจีโอและขบวนการชาวบ้านก็อาจจะงงก็เพราะมันไม่มีความเชื่อมโยง ไม่มีเหตุผล ไม่มีประเด็นที่ชัดเจน

การเคลื่อนไหวแบบเหง้าขิงเต็มไปด้วยความต้องการ ความปรารถนา ความสนุก ความไร้เหตุผล (มันพูดอะไรวะ มันเขียนอะไรวะ) บางทีก็งงต้องตีความเอาเองแบบเพจไข่แมวที่หายไป หรือบางทีก็ปวดกบาลกับเพจแบบเพจน้องง

ในอีกด้านหนึ่ง ใช่ว่ารัฐจะไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย วิธีการของรัฐก็เลยออกมาในลักษณะของการตัดช่องทางการสื่อสารในฐานะการเติบโต เช่น การพยายามสร้างกำแพงกั้นการสื่อสาร การจ้างคนจำนวนมากให้ติดตาม ตอบโต้ และเอาผิดด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่การจับนั้นก็กระจัดกระจาย และสร้างความวุ่นวายใจว่าไม่สามารถหยุดยั้งไวรัสหรือหาไม่เจอว่าเหง้าของมันอยู่ไหน เพราะเหง้าขิงในความหมายนี้เป็น “เหง้าที่มองไม่เห็น” ที่ขจัดไม่ได้ง่ายๆ จำต้องสู้กันด้วยสงครามจิตวิทยาและปฏิบัติการสารสนเทศ (information operation)

วันนี้การต่อสู้ทางการเมืองก็จะเป็นเรื่องตรงข้ามกับสมัยก่อนที่มีขบวนการตอบโต้รัฐเท่านั้น เพราะรัฐเองก็ต้องออกมาต่อต้านต่อสู้กับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก จากทุกสีเสื้อ จากทุกฝ่าย โดยหาต้นตอไม่ถูกว่าจะจัดการกับคนเหล่านี้ที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นระบบ ทั้งเผยแพร่ ร่วมกันค้นหาข้อมูลอย่างเว็บซีเอสไอแอลเอ ซึ่งหาตัวตนคนทำเพจไม่เจอ แต่ข้อมูลมีตัวตนมากกว่าคนทำเพจเป็นต้น การหยุดการเขียนเพจไข่แมวก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

พูดง่ายๆ ก็คือ ความสำคัญไม่ใช่การรวมตัว แต่เป็นการกระจายตัวอย่างไร้ทิศทางของการเคลื่อนไหว ที่ดูเหมือนว่าเป็นความวุ่นวายจากฝ่ายรัฐ และการไร้ทิศทางและยุทธศาสตร์จากฝ่ายประชาสังคม แต่มันก็จริงและสร้างพลังอีกแบบเช่นกัน

การเมืองแบบใหม่อาจไม่ได้มีเป้าหมายที่การโค่นล้มรัฐบาล หรือสถาปนารูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับส่วนที่ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นเรื่องแบบที่เห็นๆ คือบางเรื่องก็งงว่ามันเป็นประเด็นขึ้นมาได้ไง หรือบางเรื่องมันควรจะเป็นประเด็นทำไมไม่เป็นประเด็นสักที หรือทำไมเพิ่งจะมาเป็นประเด็น หรือแม้กระทั่งว่าทำไมมันเหมือนจะจุดติดแต่มันก็เป็นไปได้แค่นี้ ถ้ามองถึงทิศทางและเป้าหมาย แต่ถ้ามองจากการกระจายตัวแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็กว้างขวางและกว้างไกลและหยุดยั้งไม่ได้ง่ายๆ

ความสำคัญคือเราต้องเข้าใจผลทางอารมณ์และความปรารถนาของสังคมที่วูบไหว กระจัดกระจาย และอาจควบคุมไม่ได้ เพราะมันทำงานของมันเองแบบที่เราไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด

ความสำคัญของเรื่องจึงไม่ใช่แค่การปิดเพจ เพราะเพจกระจายตัวได้รวดเร็ว มีมกระจายตัวได้รวดเร็ว การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์กระจายตัวอย่างรวดเร็ว การพูดคุยในโปรแกรมแชตกลุ่มอย่างไลน์กระจายตัวอย่างรวดเร็ว สีเสื้อเดียวกันก็พูดกันเอง ข้ามสีเสื้อก็พูดเรื่องเดียวกันโดยไม่ได้มาประชุมกัน

แม้ว่ายังด่ากันบางเรื่องไม่ไว้ใจบางเรื่องแต่ก็พูดเรื่องเดียวกันจากภาษาที่แตกต่างกันได้

นี่แหละครับการเมืองแบบไวรัสและเหง้าขิงที่กำลังเกิดขึ้น แม้ว่าคำถามสำคัญก็คือ การเมืองเหง้าขิงจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือสังคมได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสได้ก็คือการมีอยู่ของมันทำให้เห็นว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

สำหรับนักรัฐศาสตร์ที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง แต่สนใจเรื่องเสถียรภาพและการสร้างสถาบันก็คงต้องถามกันต่อว่า จะสร้างสรรค์สังคมภายใต้หรือภายหลังรูปแบบการเมืองแบบเหง้าขิงได้อย่างไร กฎหมายและรูปแบบการปกครองและการบริหาร หรือการเมืองแบบไหนที่จะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ และรองรับการกระจายตัวของอำนาจแบบที่เป็นอยู่

อีกอย่างหนึ่งที่ขอตั้งข้อสงวนเอาไว้ก็คือ ในความเป็นจริงทางการเมืองนั้น การเมืองสามแบบนอกจากจะยังมีอยู่แล้ว มันอาจจะมีลักษณะหยิบยืมและเชื่อมโยงกัน นี่ยิ่งละเอียดอ่อน ในการทำความเข้าใจและเกี่ยวพันกับมัน ไม่ว่าจะการเมืองมวลชน (รากแก้ว) การเมืองเครือข่าย (รากหญ้า) และการเมืองไวรัส (เหง้าขิง) นั่นแหละครับ

หมายเหตุความรู้และแรงบันดาลใจในการเขียนงานชิ้นนี้มาจากงานของ อาจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง (การเมืองบนท้องถนน: 99 วันสมัชชาคนจนและประวัติศาสตร์การเดินขบวนชุมนุมประท้วงในสังคมไทย มหาวิทยาลัยเกริก, 2541) อาจารย์เก่งกิจ กิตติเรืองลาภ (วิธีวิทยาทางการเมือง Antonio Negri: ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและการปฏิวัติของ Multitude วารสารสังคมศาสตร์ 27/1, 2558) และอาจารย์เพ็ญจันทร์ โพธิ์บริสุทธิ์ (แห่ง California State University at Fullerton)