
…การเมืองไทยกลับสู่ “ความอลหม่าน” อีกรอบ เป็น “สภาพแยกมิตรแยกศัตรูได้ยาก” ไม่ใช่เรื่องแค่เรื่องของ “เหลือง” กับ “แดง” อย่างที่เคยเป็นมา แต่ “แนวร่วม” แปรเปลี่ยนและปิดซ่อนอย่างยากจะประเมินวิเคราะห์ว่า “ใครเป็นใคร” และถึงแม้จะแยกแยะได้แจ่มชัด ก็ยากจะตัดสินใจว่า “เพื่อเป้าหมายเฉพาะหน้าควรจะรักษาใคร ทอดทิ้งคนไหน”
…ย้อนกลับไปก่อนที่ “บูรพาพยัคฆ์” จะขึ้นสู่อำนาจนั้น “รัฐบาลประชาธิปไตย” ถูกโค่นล้มโดย “กลุ่มอำนาจนิยม” ที่เคลื่อนทัพด้วยแนวร่วมจากทุกฝ่าย “พรรคการเมืองบางพรรค” เป็นตัวเปิดเกม ด้วยการ “สนับสนุนของกลุ่มทุนผูกขาด” อาศัย “พลังมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่หล่อหลอมจัดตั้งอย่างเข้มข้นในทุกระดับ เปิดทางให้ “กองทัพ” ซึ่งช่วงนั้น “บูรพาพยัคฆ์” ควบคุมอยู่เข้ามา “ล้างบาง” นักการเมืองจาก “กลุ่มทุนนิยมเสรี” ที่ประสานกับ “ผู้มีบารมีในท้องถิ่น” ครองอำนาจมายาวนานถึงวันนี้ และแสดงออกชัดเจนขึ้นเรื่อยว่ามีเจตนาจะ “สานต่อภารกิจแห่งอำนาจต่อไป” ในนามของ “ปฏิรูปประเทศ”
…ระหว่างนั้น การควบคุมเข้มข้นทำให้ “ฝ่ายทุนนิยมเสรี” และ “อำนาจท้องถิ่น” ถูกจัดการให้อ่อนกำลังลง จนคล้ายกับว่าไม่มีหนทางที่จะหวนคืนอำนาจในห้วงเวลาสั้นๆ อีกแล้ว “นักการเมืองที่มีอำนาจรัฐเป็นเป้าหมาย” มากกว่า “อุดมการณ์อื่นใด” ต่างเฮโลกันมาเลือกวิธีเอาอกเอาใจผู้มีอำนาจเพื่อ “รอวาสนาได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งที่เชื่อมเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ” เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ด้วยใช้แค่ “วิชาเอาใจผู้ใหญ่” ก็สร้างความสำเร็จให้ชีวิตได้ “ขบวนการไล่ถล่มกลุ่มทุนเสรี” จึงคึกคัก สนุกสนาน อย่าง “เมามัน” และ “สะใจ”
…ถึงวันนี้ “ทุนนิยมเสรี” หมดสภาพไปเรียบร้อย ต่างรู้ตัวเองว่า “ควรทำมาหากินไปเงียบๆ” อย่าริอ่านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ “การช่วงชิงอำนาจทางการเมือง” เหมือนว่าเป็นสภาพ “แพ้ชนะเด็ดขาด” ไม่มีการต่อสู้ให้เกิด “ความวุ่นวายไม่สงบ” ในประเทศนี้อีกแล้ว ทว่าถึงวันนี้ คล้ายกับว่า “เกมยังไม่จบแค่นั้น”
…เครือข่ายของ “บูรพาพยัคฆ์” ที่มี “3 พี่น้อง” อันได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น “พี่ใหญ่” ตามด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น “พี่รอง” และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “น้องเล็ก” ที่สถาปนาให้เป็น “แม่ทัพ” ปราบปราม “ทุนนิยมเสรี” จนราบคาบ น่าจะเริ่มถูกมองว่า “ไม่เหมาะกับการจัดการอำนาจในอนาคต” ปัญหาสารพัดถาโถมเข้าใส่ “รัฐบาล คสช.” และกลไกที่เปิดแผลอย่างมีน้ำหนัก เป็นจาก “เครือข่ายที่เคยเป็นฐานอำนาจและแนวร่วม”
…เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นหลัง “กฎหมายทุกระดับได้รับการร่างให้เอื้อต่ออำนาจนิยมอย่างเต็มที่” เหลือเพียง “กลุ่มไหน ใครคือผู้มีอำนาจเด็ดขาดจะตัดสินใจแต่งตั้งนักการเมืองกลุ่มรอวาสนา” “บูรพาพยัคฆ์” ถูกใช้งานหนักมาเกือบ “4 ปี” ถึงวันนี้ทำท่าจะเป็น “เครื่องมือชำรุด อาวุธล้าสมัย” เพื่อสืบสาน “อำนาจนิยม” ให้เดินต่อไปได้ จำเป็นต้องกดดันให้ “บูรพาพยัคฆ์พิจารณาตัวเอง” เพียงแต่ “ไม่ว่าใครเมื่อครองอำนาจเด็ดขาดมายาวนานเกือบ 4 ปี” อย่างไรเสียต้องใช้เวลาไม่น้อยที่จะทำความเข้าใจ ทั้งกับ “เครือข่าย กลไกที่วางไว้” และกับ “ใจตัวเอง” ดังนั้น “เกมนับจากนี้ดูจะเข้มข้นขึ้น”
…อย่างไรก็ตาม “กลไกอำนาจนิยม” ย่อมไม่เลือกที่จะ “ปลุกพลังเสรีนิยม” ให้เหมือนเป็น “ขุนพล” ที่จัดการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะ “เสี่ยงต่อการทำให้ศรัทธาประชาชนเทไปสู่เสรีนิยม” ดังนั้น แม้ทางหนึ่งจะ “สลายเครือข่ายอำนาจขุนพล” แต่อีกทางหนึ่งต้องโหมประโคม “รูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับความเป็นไทยให้ควบคุมความคิดของประชาชนไว้ในศรัทธาต่ออำนาจนิยมให้ได้” นั่นหมายถึงการเมืองไทยมาถึง “จุดเปลี่ยนจุดใหม่” ที่แหลมคม ละเอียดอ่อนในการ “แยกมิตร แยกศัตรู” อย่างยิ่ง
ชโลทร

ณ บริเวณหน้า รร.ใบหยก สวีท






