ถามว่าเหตุใดประเด็นเลื่อน “การเลือกตั้ง” จึงกลายเป็นจุดเปราะบางสร้างความอ่อนไหว
ไม่ว่า “สวนดุสิตโพล” ไม่ว่า “ซูเปอร์โพล”
อาจเป็นเพราะรัฐประหารของคสช.และรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นปีที่ 4 อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สรุป
แต่หากรับฟังจากการแจกแจงถึง 4 ปัจจัยอันทำให้คสช.และ รัฐบาลอยู่ในสถานะ “ขาลง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วย
“ความเชื่อมั่น” ก็จะเข้าใจ
มูลฐานอย่างแท้จริงมาจากการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกของโรดแมป “การเลือกตั้ง”นั่นเอง
ใครกันเล่าที่เป็นคนเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
ไม่เพียงแต่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เท่านั้นหรอก หากแต่มีหลายสื่อนำเอา”คำพูด”ที่เป็นเสียงออกมาเผยแพร่
เริ่มจากเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ว่าอีก 1 ปี
ตามมาด้วยวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ญี่ปุ่นว่าเตรียมแผน เลือกตั้งสิ้นปี 2558 หรือต้นปี 2559
และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 ที่สหประชาชาติ
และเมื่อเดินทางไปพบประธานาธิบดีทรัมป์ในเดือนตุลาคม 2560 ก็ว่าจะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561
ไม่ว่า”คำพูด” ไม่ว่าสีหน้าท่าทางทุกคนล้วนเห็น
“จนมาถึงการใช้กลไกแม่น้ำ 5 สายคือสนช.ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90 วัน ทำให้กำหนดจะอยู่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562”
“การเลื่อนการเลือกตั้งมาตามลำดับทำให้ความเชื่อมั่นลดลง”
ทั้งๆที่เวลาซึ่งคลาดเคลื่อนจากที่กำหนดไว้ว่าไม่เกิน 1 ปีหลังจากเดือนพฤษภาคม 2557 ล้วนมาจาก”คสช.”
แต่เมื่อมีคนอยาก “เลือกตั้ง” อยากเห็นว่า “คำพูด”อันกลายเป็น “ปฏิญญา”ของคสช.ปรากฏเป็นจริงไปชุมนุมและเรียก ร้อง “คสช.”กลับโยนข้อหาให้มากมาย
ไล่ตั้งแต่ขัด “คำสั่ง” ตามด้วยขัด”พรบ.ชุมนุมสาธารณะ”กระทั่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
อยาก”เลือกตั้ง”จึงกลายเป็น”อาชญากรรม”

