การไปตรวจราชการที่ จ.ตราด และจันทบุรี และประชุม ครม.สัญจรตะวันออก ที่จันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ ถือเป็นประชุม ครม.นอกสถานที่ครั้งแรกของปี 2561
การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกครั้ง นั่นคือการตระเตรียมงานจากส่วนกลางที่จะไปสนับสนุนส่วนจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
ในจำนวนโครงการที่รัฐบาลนำไปจัดวางให้กลุ่มจังหวัดและจังหวัดภาคตะวันออกครั้งนี้ มีโครงการจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมอยู่ด้วย
และในโปรแกรมการเดินทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเดินทางไปเยือนครั้งนี้คือ เกาะช้าง จ.ตราด โดยมีนัดหมายพบปะผู้ประกอบการและชาวบ้านที่นั่น เพื่อรับฟังข้อเสนอการพัฒนาเกาะช้าง
โครงการที่ชาวเกาะช้างอยากให้รัฐบาลผลักดันให้สำเร็จ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว เนื่องจากมีราษฎรบนเกาะช้าง 13,008 คน บวกกับนักท่องเที่ยว 456,131 คนต่อปี มีความต้องการใช้น้ำถึง 2.028 ล้าน ลบ.ม.
แต่ละปีประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคกันมาก โดยเฉพาะหน้าร้อน ซึ่งเป็นไฮซีซั่นท่องเที่ยว ถือว่า “วิกฤต” กระทบธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรุนแรงในพื้นที่ท่องเที่ยวหมู่เกาะช้าง
ย้อนไป 15 ปีที่แล้วในคราวประชุม ครม.นอกสถานที่ เมื่อวันที่ 21-23 มิถุนายน 2545 ที่ จ.ตราด ได้มอบหมายกรมชลประทานศึกษาวิธีการเก็บกักน้ำไว้ใช้บนเกาะช้าง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทราบว่าขณะนี้ได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ เสร็จแล้ว โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 และแบบก่อสร้างเรียบร้อยแล้วเสร็จ
ผลการศึกษากรมชลประทานคือ มีพื้นที่ที่เหมาะสมสามารถก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้ และมีจำนวน 282 ไร่ อยู่ในขั้นตอนขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำเป็นทำนบดินหัวงาน เขื่อนดินประเภทหินทิ้งแกนดินเหนียว มีความจุของอ่าง 2.35 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 745 ไร่
แต่ปัญหาของโครงการคือการขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โซน E 189 ไร่ และเขตอุทยานแห่งชาติ 93 ไร่ ต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตั้งแต่เมื่อปี 2556 ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการ และในคราวประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ได้ขอให้กรมชลประทานลดขนาดของอ่างเก็บน้ำลง แต่ในข้อเท็จจริงไม่สามารถลดขนาดของอ่างได้อีกแล้ว เนื่องจากจะไม่เหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ ที่สำคัญปริมาณน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ
เพราะฉะนั้นชาวเกาะช้างจะสมหวังในโครงการนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาสั่งการหรือไม่ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาอนุญาตใช้พื้นที่อุทยาน จำนวน 93 ไร่ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 189 ไร่ เพื่อให้กรมชลประทานใช้พื้นที่ดังกล่าวในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าวโดยด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำบนพื้นที่เกาะช้างได้

อีกโครงการหนึ่งที่ต้องจับตาคือ การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคคะวันออก หรืออีอีซี ที่ ครม.สัญจรครั้งนี้ต้องหยิกยกมาหารือ
เนื่องจากว่าพื้นที่อีอีซี คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และฉะเชิงเทรา ต้องการน้ำอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม ปีละ 325 ล้าน ลบ.ม. ขีดความสามารถของแหล่งน้ำที่จะจัดสรรได้ปีละ 427 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำสำรองอยู่ประมาณ 102 ล้าน ลบ.ม. และจากการประเมินความต้องการใช้น้ำเพื่อรองรับอีอีซี อีก 10 ปีข้างหน้า ปีพ.ศ. 2570 ความต้องการใช้น้ำอยู่ที่ปีละ 750 ล้าน ลบ.ม.
โฟกัสเฉพาะ จ.จันทบุรี ที่มี “ลุ่มน้ำคลองโตนด” ขณะนี้กรมชลกำลังดำเนินการพัฒนา 1.อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. คืบหน้าแล้ว 87.11% 2.อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. สร้างไปแล้ว 13.53% 3.อ่างเก็บน้ำพะวาใหญ่ ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. เพิ่งลงมือสร้างและ 4.อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ความจุ 99 ล้าน ลบ.ม. อ่างสุดท้ายนี้อยู่ในงานแผนงานก่อสร้าง จะเริ่มก่อสร้างปี 2564-2569
ถ้าก่อสร้างทั้ง 4 อ่างเสร็จแล้ววางระบบท่อผันน้ำจากทุกอ่างใน “ลุ่มน้ำคลองโตนด” มาที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ปีละ 100 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันระบบผันน้ำได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 100% แล้วผันต่อที่อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง เป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด แล้วเข้าอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลที่อยู่ใกล้กัน เพื่อรองรับน้ำไปบริหารจัดการในภาพรวมของอีอีซี
ดังนั้น การที่รัฐบาลได้ไปประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ถ้าได้มีการเร่งรัดการบริการจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ นอกจากจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนชาวเมืองจันทน์แล้ว ยังรองรับการพัฒนาอีอีซีด้วย
‘บิ๊กตู่’ ถกครม.สัญจร ‘จันทบุรี-ตราด’ แจกงบ-ยกระดับ ‘มหานครผลไม้โลก’
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะ มีกำหนดการลงพื้นที่ไปตรวจราชการจังหวัดตราดและจันทบุรี รวมทั้งประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2561 ที่จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันจันทร์ที่ 5-วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ โดยนายกฯและคณะจะออกเดินทางเวลา 07.00 น. จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานตราด เพื่อไปยังศูนย์การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำและป่าชายเลน ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งเป็นชุมชนตัวอย่างในเรื่องการบริหารจัดการป่าชายเลน การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำด้วยตนเองของชุมชน
จากนั้นจะเดินทางไปยังศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ (เกาะช้าง) เพื่อรับฟังข้อเสนอการพัฒนาเกาะช้าง เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการขยะ การแก้ปัญหาน้ำ การคมนาคมสัญจร และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เป็นต้น พร้อมกับพบผู้ประกอบการ ชาวบ้านเกาะช้างประมาณ 300 คน อีกทั้งเยี่ยมชมจุดท่องเที่ยวและพบปะนักท่องเที่ยวที่บริเวณชายหาดคลองพร้าว
ช่วงบ่าย นายกฯและคณะจะเดินทางไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนจะพบกับผู้นำท้องถิ่นของภาคตะวันออกที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี และเดินทางไปชุมชนริมน้ำจันทบูร ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำจันทบูรและวิสาหกิจเพื่อสังคม ตลาดเก่าริมน้ำจันทบูร บ้านเรียนรู้ชุมชน บ้านพักประวัติศาสตร์หลวงราชไมตรี และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากนั้นช่วงค่ำ นายกฯจะเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคตะวันออก (Working Dinner) ร่วมกับภาคเอกชน ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่น และสภาเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อหารือทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออกในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม โรงแรมมณีจันท์ รีสอร์ท ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี
สำหรับภารกิจในวันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ นายกฯจะเป็นประธานการประชุม ครม.สัญจร ที่ห้องประชุมแก้ววิทยาการ ชั้น 7 อาคารคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยภายหลังการประชุมฯ นายกฯและคณะจะเดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี โดยจะเยี่ยมชมกระบวนการบริหารจัดการผลไม้อย่างครบวงจร เพื่อมุ่งสู่การเป็น “มหานครผลไม้โลก” พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการแปรรูปผลไม้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯจะเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU เชื่อมโยงตลาดผลไม้ระหว่างหอการค้าแหล่งผลิตกับหอการค้า ที่เป็นตลาดรองรับในประเทศและตลาดต่างประเทศ ตามยุทธศาสตร์ผลไม้ และเป็นสักขีพยานแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมอบเงินสนับสนุนส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร 1.การลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงานให้แก่สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด 9.3 ล้านบาท 2.การเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจสินค้าเกษตรให้แก่สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด 3.7 ล้านบาท และสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด 1.01 ล้านบาท 3.การสนับสนุนการขุดสระน้ำ 2 แห่งให้แก่สหกรณ์การเกษตรโป่งน้ำร้อน จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด 2.45 ล้านบาท
ต่อจากนั้นจะพบปะกับประชาชน ชาวสวนผลไม้ เกษตรกร และกลุ่มอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป ประมาณ 1,500 คน ตลอดจนเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผลไม้และผลไม้แปรรูปของจังหวัดจันทบุรีและกลุ่มเกษตรกรการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพและแปรรูปแบบยั่งยืน ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในเย็นวันเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นนักการเมืองเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561

