เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน www.mallikafoundation.com กล่าวว่า กรณีที่มูลนิธิมัลลิกาฯเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2557 ให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจัดเก็บภาษีการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อการเคารพกติกาและกฎหมายเท่าเทียมกัน และ ยกเลิกการเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าสัว ตั้งแต่สมัยปี2556 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อเนื่องมานั้น
ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ใช้วิธีแก้ปัญหาไม่ตรงจุดหลีกเลี่ยงและบิดพลิ้วโดยยังไม่จัดเก็บภาษีการนำเข้าข้าวสาลีที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรไทยทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง และข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหญ่และเป็นกระดูกสันหลังของชาติ โดยกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงการคลังทำเป็นหูทวนลมมาตลอดหลายปีไม่มีกระทรวงใดส่งเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีแก้ไข หลังจากปรับมาทั้งหมด 5 คณะแล้ว สังเกตว่าเรื่องนี้เป็นที่อื่นเข้าโดยทั่วไป ขนาดเยาวชนนักศึกษายังนำไปเขียนกลอนล้อในเวทีฟุตบอลประเพณี เท่ากับว่าประชาชนสังเกตและรู้สึกได้เช่นกัน
จึงอยากเรียกร้องเป็นครั้งสุดท้ายต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ว่า ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การแก้ไขปัญหาประเทศ นายกรัฐมนตรีต้องเข้มแข็งพอในการที่จะใช้อำนาจแก้ไขปัญหาให้ประชาชนไม่ใช่ใช้อำนาจรองรับพวกพ้องอีกต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่คอยอ้างชื่อพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและมีมือทำงานด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวโยงกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจนั้น บัดนี้จะครบ 4 ปีแล้วรัฐบาลควรที่จะได้สติเลิกใช้แผนบริหารแบบดูดเงินกลับเข้ากระเป๋านายทุนของทีมเศรษฐกิจกลุ่มนี้ได้แล้ว
หลังจากนี้หากไม่คืบหน้าในการจัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวสาลีจะได้นำเรื่องทั้งหมดพร้อมข้อมูลหลักฐานยื่นต่อ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน,ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติต่อไป

