เหมือนกับว่าการคงคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่ง หัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558
ไม่ยอม “ปลดล็อก” พรรคการเมือง
ไม่ยอม “ปลดล็อก”การชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน
จะเป็น “จุดแข็ง” ของคสช.
แม้จะมีการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน แม้จะมีการประกาศและบังคับใช้พรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม 2560
ทั้งยังมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ออกมาอีกฉบับหนึ่ง
เท่ากับเป็นการ “มัดตราสัง” พรรคการเมืองเข้าไปอีก
กระนั้น ยิ่งสถานการณ์เข้าใกล้กับกำหนดของโรดแมปที่จะให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 มากเพียงใด
บรรดาคำสั่งหัวหน้าคสช.นั่นแหละจะเป็น “ปัญหา”
เพราะด้าน 1 โรดแมปนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรม นูญ
แม้กระทั่งการประชุมล่าสุดของสำนักงานเลขาธิการคสช.เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ก็ยังยืนยันการอยู่ในระยะที่ 3 ของโรดแมป ที่จะต้องก้าวไปสู่การเลือกตั้ง
แต่จนแล้วจนรอดคสช.ก็ยังไม่ยอม “ปลดล็อก”
ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งที่ 57/2557 ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งที่ 3/2558 ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งที่ 53/2560
นี่เป็นสิ่งที่กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้องโดยแท้
ความเห็นของ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่า
หากไม่ปฏิบัติตาม “โรดแมป” คสช.ต้องรับผิดชอบ
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะมองผ่านคำสั่งคสช. หรือมองผ่าน “รัฐธรรมนูญ”
เป็น “ความรับผิดชอบ” ในทาง “การเมือง”
ความไม่รับผิดชอบต่อ “โรดแมป” จึงดำรงอยู่ในลักษณะทวนที่อาจจะหันมาสวนแทงกับ “คสช.”ได้
เพราะเท่ากับสะท้อน “จริยธรรม” สำนึกอย่างเด่นชัด

