วันนี้ (6 ก.พ.) รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ แสดงความเห็นการเมือง ระบุว่า พลเอกประวิตร ไม่ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งที่ถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนักหน่วง แสดงว่ามีความมั่นใจในอำนาจการควบคุมสังคมของ คสช.
และการที่นายกฯอุ้มพลเอกประวิตรต่อไปทั้งที่ทราบว่าคะแนนนิยมตกต่ำ ย่อมชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อพลเอกประวิตร มากกว่ากระแสของสังคม และแสดงว่าแกนหลักของรัฐบาลทั้งสามคนคือ พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร และพลเอกอนุพงษ์ จะร่วมหัวจมท้ายกันต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า
เหตุผลของการไม่ลาออกที่สำคัญอย่างหนึ่งน่าจะเกิดจาก ความหวั่นเกรงว่าหากพลเอกประวิตรลาออกจะส่งผลกระทบเป็นฏิกิริยาลูกโซ่ ที่อาจสั่นคลอนอำนาจและเสถียรภาพของรัฐบาลได้ เพราะแรงกดดันทั้งมวลจะถาโถมลงมาสู่นายกฯแทน
การยืนกรานไม่ลาออกจึงถูกเลือกเป็นยุทธวิธี ซึ่งน่าจะเกิดจากการประเมินพลังอำนาจของ คสช.ไว้ในระดับสูงในการรับมือและจัดการกับแรงกดดันต่างๆ จากสังคม ขณะเดียวกันก็ประเมินระดับแรงกดดันจากสังคมต่ำ
การพยายามใช้ความนิยมของนายกฯ ซึ่งปัจจุบันลดลงจากเดิมมาก เมื่อเทียบกับตอนเข้ามาใหม่ๆ อุ้มพลเอกประวิตร เพื่อดึงกระแสของสังคมให้ชอบพลเอกประวิตร เหมือนชอบพลเอกประยุทธ์ ดังภาษิต “หากชอบฉัน ก็ต้องชอบเพื่อนของฉันด้วย” (พูดแบบสุภาพครับ) เป็นเกมที่อาจส่งผลลัพธ์ได้สองทาง
ทางแรกคือ เป็นไปตามที่ที่นายกฯคาดหวังอยากให้เป็น คือ สังคมลดกระแสขับไล่พลเอกประวิตรออกจากตำแหน่ง เพราะมีความรักต่อนายกฯ จนยอมปิดตาข้างหนึ่ง หรือ
ทางที่สองเป็นไปได้ว่า กระแสความไม่นิยมในตัวพลเอกประวิตร จะลุกลามและกระชากให้ความนิยมที่มีต่อนายกฯ ตกต่ำลงไปอีก ขณะเดียวกันความรู้สึกที่ว่า แทนที่จะไล่คนเดียว ก็ไล่ทั้งชุด ก็อาจเกิดขึ้นและขยายออกไปในวงกว้าง
ความมั่นใจต่ออำนาจในการควบคุมสถานการณ์ภายใต้ความซับซ้อนและพลวัตของยุคสมัยปัจจุบัน เป็นสิ่งที่มีความเสี่ยง เพราะมีความเป็นไปได้เสมอในอนาคตว่า อาจมีเหตุการณ์บางอย่างอุบัติขึ้น แม้ดูเป็นเหตุการณ์ที่เล็กๆ แต่อาจสร้างผลสะเทือนต่อระบบอำนาจทั้งระบบได้
แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็เตรียมการรับมือกับผลสืบเนื่องที่จะตามมาให้ดีก็แล้วกัน

