หมายเหตุ – นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จ.จันทบุรี ในการอนุมัติหลักการให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก และภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ประเด็นที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอต่อ ครม.เพื่อทราบถึงกรอบมาตรการเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและท่องเที่ยวชุมชน แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กระบวนการด้านการตลาด และกระบวนการด้านการซ่อมแซมและพัฒนา เรื่องแรกที่ต้องทำ Big Data หรือฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีขั้นตอนคือ 1.รวบรวมข้อมูลของลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ
2.รวบรวมข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าของร้านค้า คนขายของตามเมืองต่างๆ หรือบริษัทนำเที่ยว เพื่อรวบรวมทั้งหมดเป็นข้อมูลว่าแต่ละฝั่งคิดเห็นอย่างไร สุดท้ายคือ ระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนด้านการตลาด สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือข้อมูลเรื่องความยากจน เพราะต้องการให้การท่องเที่ยวสามารถช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้
การท่องเที่ยวเมืองรอง 1.การกิน ค้นหาของดีประจำถิ่น ที่ผ่านมาเคยโชว์แค่คนไทย แต่ถ้าจะเสนอต่อต่างประเทศต้องสร้างเรื่องราวให้มากขึ้น 2.เที่ยวชุมชนแบบเชื่อมโยง ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเดินทางจากเมืองหลักแล้วไปเมืองรอง เรื่องนี้ต้องเชื่อมกับคมนาคม โดยอาศัยถนนสายรอง เพื่อให้คนเข้าถึงชุมชนได้ง่ายขึ้น 3.ให้บริษัทห้างร้านเข้าไปเชื่อกับชุมชน หรือ CSR เมื่อให้บริษัทเหล่านี้ไปเรียนรู้และทำงานกับชุมชน 4.ค้นหาภูมิปัญญาประชาชน ทั้งหมดนี้เพื่อส่งเสริมให้คนลงสู่ท้องถิ่น ต่อไปยังต้องการสร้างมัคคุเทศก์น้อย ข้อดีเป็นการสร้างคนอีกรุ่นหนึ่งที่จะเป็นนักพัฒนาของชุมชนในอนาคต
2.การซ่อมแซมและ 1.พัฒนา ททท.จะทำหนังสั้นและสารคดีสั้น ทำอย่างไรให้โฮมสเตย์ที่มีมาตรฐาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมระหว่างคนที่ไปพักและคนสร้างที่พัก ประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ถึง 700 เรื่องต่อปี 2.จัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยวและเมืองรอง องค์ความรู้แบบนี้ควรถูกถ่ายทอดไปยังเมืองรอง 3.ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองรอง และศูนย์อำนวยความสะดวกตามชุมชน เน้นในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้สะดวก การพัฒนาที่ผ่านมามี 168 ชุมชน 25 เอ 69 บี 66 ซี ในพื้นที่อีอีซีมี 28 ชุมชน เพื่อให้มีขั้นของการพัฒนา 56 ชุมชน เพื่อทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชน

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
พณ.ได้เสนอให้ ครม.รับทราบกรณีให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งในการเป็นเมืองผลไม้เมืองร้อน (Tropical Fruit) โดยนำเสนอในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะเป็นพื้นที่ที่มีผลไม้เป็นปริมาณมาก นโยบายผลักดันประเทศไทยไปสู่มหานครผลไม้นั้นเป็นนโยบายเชิงกว้าง ว่าทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก โดยแบ่งเป็น 4 เรื่องที่จะนำไปสู่เป้าหมายได้ คือ
1.ประเทศไทยต้องเป็นผู้นำด้านการผลิตผลไม้เมืองร้อน ทั้งรูปแบบของสดและแปรรูป คือ ต้องสร้างมาตรฐานผลไม้ นำไปสู่การคัดแยกได้ว่ากลุ่มไหนจะเป็นสินค้าพรีเมียม เพื่อยกระดับผลไม้ไทยไปสู่ระดับพรีเมียมได้มากขึ้น จากเดิม 10% ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่านโยบายนี้จะส่งเสริมผลไม้ในเชิงปริมาณ นอกจากนี้ผลไม้ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ตกเกรด คือ เนื้อในของผลไม้นั้นดี แต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ดี จึงอาจต้องมีการรีแพคเกจใหม่ เพื่อทำให้ราคาแพงขึ้น และนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า เช่น การทำลำไยไซรัปที่ไม่ได้กินเพื่อความอร่อย แต่กินเพื่อสุขภาพ แนวทางเช่นนี้จะช่วยลดปัญหาผลไม้ตกเกรดได้มาก
2.ทำอย่างไรให้ไทยถือครองส่วนแบ่งตลาดผลไม้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก หมายถึงการเป็นผู้นำทางการค้าผลไม้ของโลก ดังนั้น ต้องทำหลายเรื่อง เช่น ไทยต้องมีตลาดกลางผลไม้ที่เป็นมาตรฐานที่จะเป็นจุดรวม เพื่อให้เกิดการซื้อขายผลไม้ที่มีมาตรฐานราคา เชื่อถือได้ เช่นเดียวกับราคาหุ้น รวมถึงต้องเน้นคุณภาพสินค้าที่สอดรับกับความต้องการของตลาดในแต่ละประเทศที่มีรสนิยมเชิงรสชาติต่างกัน นอกจากนั้นทำอย่างไรจึงจะยึดตลาดเป้าหมายใหญ่ๆ ที่ต้องการผลไม้เมืองร้อน เช่น ประเทศจีน ที่สำคัญคือต้องมีการพัฒนาโลจิสติกส์ควบคู่ไป มิได้หมายถึงการขนส่งเท่านั้น แต่รวมถึงคลังในการจัดเก็บและห้องเย็นที่จะสอดรับกับวาระของกระทรวงอุตสาหกรรมที่นำเอาพลังงานส่วนเหลือมาใช้โดยการทำเป็นห้องเย็นขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซีเพื่อจัดเก็บผลไม้ของภูมิภาคนี้หรือภูมิภาคอื่นที่ส่งออกทางแหลมฉบังหรือมาบตาพุด
3.ทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถกำหนดความเป็นราคามาตรฐานของการค้าผลไม้เมืองร้อนของโลก เช่น ทุเรียน ซึ่งแต่เดิมปลูกในภาคตะวันออก แต่ปัจจุบันมีการปลูกในทุกภาค ดังนั้น ไทยต้องผลักดันตัวเองไปไกลกว่าการเป็นผู้รวบรวมอุปสงค์ของโลก
4.ทำอย่างไรจึงจะมีไทยแลนด์แบรนด์ คือความเป็นผลไม้จากประเทศไทย หมายถึงผลไม้ของไทยต้องได้รับการยอมรับในเชิงคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐาน เช่น ทุเรียนจะไม่มีแค่พันธุ์หมอนทองเท่านั้น แต่จะมีทุเรียนแบรนด์ไทยที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้ เพื่อไปสู่ Thailand Brand ซึ่งหน่วยงานที่จะรับผิดชอบคือ SCB Trading สำคัญที่สุดคือ ถ้าเป็นผลไม้จากไทยต้องสร้างความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากผลไม้ประเทศอื่น
ครม.ได้เห็นชอบตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเฉพาะพร้อมกับย้ำว่านโยบายนี้จะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม มิใช่ปริมาณ โดยทุเรียน ลำไย มังคุด จะเป็น 3 ผลไม้นำ โดยเฉพาะทุเรียนที่ไทยมีศักยภาพสูงมาก และมีแนวโน้มทิศทางราคาที่ดี รัฐบาลต้องเตรียมตลาดรองรับเพราะมีคนหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น

ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์
ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ประชุม ครม.รับทราบภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ภาคตะวันออกของกระทรวงคมนาคม โดยการพัฒนาด้านการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างถนนในพื้นที่ภาคตะวันออก วงเงินงบประมาณระหว่างปี 2557-2562 รวม 77,323.283 ล้านบาท ในการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 22 กิโลเมตร วงเงิน 20,200 ล้านบาท มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2563 การขยายช่องทางการจราจรทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3162 ทางเข้าท่าอากาศยานอู่ตะเภา-ท่าเรือจุกเสม็ด เพื่อลดความแออัดของการจราจร ทางหลวงหมายเลข 304 มีนบุรี-ฉะเชิงเทรา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา และเส้นทางเลียบชายทะเลตะวันออก ชลบุรี-ระยอง จะมีการสร้างเส้นทางจักรยาน จุดพักรถ และจุดชมวิว รวมถึงพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวรอบเกาะช้าง ให้คงเหลือระยะทาง 3 กิโลเมตรสุดท้ายซึ่งเป็นพื้นที่ป่า และในระยะต่อไป กระทรวงคมนาคมมีแผนจะดำเนินโครงการต่างๆ เช่น ในปี 2563-2566 จะก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 61 สายแหลมฉบัง-ปราจีนบุรี-นครราชสีมา เพื่อเชื่อมต่อทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา-หนองคาย
นอกจากนี้ยังมีแผนจะเพิ่มช่องทางจราจรแยกทางหลวงหมายเลข 3 (เขาไร่ยา)-เขาคิชฌกูฏ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว นายณัฐพรกล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 236,700 ล้านบาท และจะมีการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ บริเวณมักกะสันและที่ดินรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชา ขณะนี้อยู่ระหว่างให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศจีนตอนล่าง เข้ากับท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือสัตหีบ และมีแผนรอบรับนิคมอุตสาหกรรม เชื่อมโยงโครงการรถไฟฟ้าทางคู่สายชุมทางศรีราชา-ระยอง มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด-ทองใหญ่ ระยะทางรวม 275 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (งบกลาง)
การท่าเรือแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ให้มีการรองรับการขยายตัวทางการค้า และรองรับปริมาณสินค้าที่ผ่านทางเรือให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการว่าจ้างที่ปรึกษา ทบทวนความเหมาะสม คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการซ่อมบำรุงอากาศยานระยะที่ 1 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา วงเงินงบประมาณ 10,300 ล้านบาท เพื่อนำร่องในอีอีซีในการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และเมืองการบินภาคตะวันออก ขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูล

