ไม่ว่ากรณี “นาฬิกา” หรู ไม่ว่ากรณียืมเงินเพื่อน 300 ล้านบาท ไม่ว่า กรณีนายทุนประชารัฐออกล่าสัตว์ในป่าสงวน มรดกโลก
กระตุก “ความคิด” ของสังคมอย่างลึกซึ้ง
อย่าได้แปลกใจหาก นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ จะโพสต์ผ่านเฟสบุ๊คออกด้วยหัวข้อ
นโยบายคนจนหมด เริ่มเห็นผล
เริ่มจากคนขนาดรองนายกรัฐมนตรีต้องยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องยืมเงินเพื่อนมาใช้ 300 ล้านบาท เสี่ยใหญ่รับเหมางานก่อสร้างเป็นแสนล้านบาทต้องออก ล่าสัตว์กินเป็นอาหาร
เหมือนกับเป็นการประชดประเทียด แต่เสียดเข้าไปในหัวใจ
คนไทยเป็นอย่างนี้แหละ แม้จะอยู่ในท่ามกลางความหดหู่และเศร้าหมองแต่ยังเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน
เป็นอารมณ์ขันในแบบ “ขื่น”
ทั้งที่เรื่องของ “นาฬิกา” หรูเป็นเรื่องของรสนิยมและความชม ชอบส่วนตัว
แทบไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเงิน 300 ล้านบาท
แทบไม่เกี่ยวอะไรเลยกับภาพที่เสี่ยใหญ่รับเหมางานก่อสร้าง นั่งบนเก้าอี้ต่อหน้าเศษซากของสัตว์ป่า ณ ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี
ทั้งหมดล้วนเป็นคนละเรื่อง แต่ก็สามารถโยงเข้ามาจนแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
เหมือนกับเป็นเรื่อง “ความยากจน” แต่ความจริง ไม่ใช่
เนื้อแท้แล้ว เรื่องทั้งหมดสะท้อนให้เห็นความยุติธรรม ความ เป็นธรรมในการบังคับใช้ “กฎหมาย” ต่างหาก
พลันที่เกิดเรื่องจากทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี คนก็นึกถึงกรณีเซซาโว่ก่อนสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 ไม่นาน
และจำนวนไม่น้อยก็คิดว่า ไม่น่าจะโยงไปได้
เพราะเรื่องของ “เสี่ยใหญ่รับเหมาก่อสร้าง” แทบไม่มีอะไรเกี่ยวกับ “นาฬิกา” หรู หรือแม้กระทั่งกรณียืมเงิน 300 ล้านบาท จากเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของอาบอบนวด
แต่ทั้งหมดนี้ก็ดำเนินไปเหมือนกับเป็น “เมล็ดพันธุ์” กระตุกในทางความคิด และรอเวลาที่จะแทงยอด ผลิบาน
ไม่มีใคร “ตอบ” ได้หรอกว่าจะมี “อะไร” ตามมา

