ชุมชนต้นแบบ ‘บ้านเปร็ดใน’ บริหาร 4 น้ำ-หนี้นอกระบบ

9.02.18 | 11:33 น.

หมายเหตุ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมความสำเร็จศูนย์การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติการจัดการน้ำชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด ในการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติ ควบคู่กับการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จนเกิดความมั่นคงน้ำ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ระหว่างไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ ที่ จ.จันทบุรี


ชุมชนบ้านเปร็ดใน จ.ตราด กับความสำเร็จในการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติควบคู่กับการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จนเกิดความมั่นคงน้ำ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วยกองทุนหมู่บ้าน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะ ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เดินทางมายังศูนย์การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด เพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน แนวกันชนน้ำจืดดุลน้ำเค็ม การบริหารจัดการ 4 น้ำ “ดักน้ำจืด ดุลน้ำกร่อย แก้น้ำเสีย ดันน้ำเค็ม” เกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ (ระบบสำรองน้ำด้วยนากุ้งร้างและร่องสวน) และชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการระบบสัจจะออมทรัพย์ พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้ทักทายกับข้าราชการและประชาชนในพื้นที่ที่มาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นี่จึงมีคำถามว่า “นายกรัฐมนตรีและคณะ” เดินทางมาเพื่อดูการบริหารจัดการน้ำในหมู่บ้านเล็กๆ ใน จ.ตราดเท่านั้นหรือ!?

แสดงว่าต้องมีอะไรพิเศษหรือไม่จึงได้เดินทางมา

Advertisement

และนี่คือคำตอบ

ศูนย์การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำและป่าชายเลนชุมชนบ้านเปร็ดใน เป็นชุมชนตัวอย่างในเรื่องการบริหารจัดการป่าชายเลนบนพื้นที่กว่า 1 หมี่นไร่ ให้เป็นป่าชายเลนที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดในภาคตะวันออก

ทั้งยังโดดเด่นในด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำด้วยตนเอง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และยังเป็นชุมชนแม่ข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ภายใต้แนวคิด การบริหารจัดการ 4 น้ำ “ดักน้ำจืด ดุลน้ำกร่อย แก้น้ำเสีย ดันน้ำเค็ม” จนช่วยให้มีน้ำจืดสำรองในระบบได้กว่า 1.77 ล้านลูกบาศก์เมตร เกิดความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร จากการพึ่งตนเองของคนในชุมชน จนได้รับเลือกจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกให้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชนที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

สำหรับในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า มาปฏิบัติควบคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาการจัดการน้ำชุมชนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการป่าชายเลนควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำจืดแห่งเดียวของประเทศไทยให้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ

นอกจากนี้ยังเป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการระบบสัจจะออมทรัพย์ ปลูกจิตสำนึกการใช้จ่ายและเก็บออม จนสามารถปลดหนี้และแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้สำเร็จทั้งชุมชน

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประชาชนชาวบ้านเปร็ดในและมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันดูแลรักษา อนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนจนเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 2 ของประเทศ

รวมทั้งได้น้อมนำแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักบริหารจัดการการใช้จ่ายในครอบครัวและการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อตนเองและชุมชนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์บ้านเปร็ดใน ที่ดำเนินงานประสบผลเป็นรูปธรรม สามารถปลดหนี้ของชุมชนและสร้างเงินออมในชุมชนได้เป็นผลสำเร็จ และขยายไปสู่พื้นที่อื่นในจังหวัดอีกด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศได้นำแนวทางดังกล่าวไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินการและน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปปฏิบัติ

ขณะที่การสร้างฝายชะลอน้ำต่างๆ ในพื้นที่นั้น นายกรัฐมนตรีแนะนำควรใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่มาใช้ในการก่อสร้างฝายแทนการนำที่กั้นปูนซีเมนต์มาดำเนินการ โดยรัฐบาลยินดีพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของประชาชนบ้านเปร็ดในอย่างเต็มที่

พร้อมกับขอให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ศึกษาในสาขาให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของตลาดและการพัฒนาประเทศ เพื่อที่จบออกมาแล้วจะได้มีงานทำ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ และขอให้เลือกเรียนในสาขาวิชาที่จบมาแล้วมีงานทำ ไม่ใช่เรียนแต่สิ่งที่ง่ายเพียงอย่างเดียว และขอให้อย่าทะเลาะกัน เพราะทุกคนเป็นคนไทย พร้อมกับกล่าวยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้เกิดความเรียบร้อย เพื่ออนาคตลูกหลานจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนี้ขอให้ช่วยตนเองทำประเทศให้ดี รวมทั้งขอให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันดึงและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ผลผลิตทางด้านการเกษตร วิถีชุมชน สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบให้เกิดความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวในพื้นที่ อันจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำชุมชน การอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน จำนวน 4 จุด คือ

จุดที่ 1 นายกรัฐมนตรีได้ลงเรือเยี่ยมชมพื้นที่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน (มรดกผืนป่าตะวันออก ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 2 ของประเทศ) จุดที่ 2 เยี่ยมชมแนวกันชนน้ำจืดดุลน้ำเค็ม (ฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก) โดยใช้น้ำจืดดันน้ำเค็ม สร้างฝายและบานประตู เพื่อกักเก็บน้ำจืดเป็นช่วงๆ บริหารระดับน้ำแนวกันชนน้ำจืดและน้ำเค็ม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมต่อการดำเนินการดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ดี และให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะเป็นประโยชน์กับประชาชนในชุมชนต่อไป

จุดที่ 3 เยี่ยมชมการบริหารจัดการ 4 น้ำ “ดักน้ำจืด ดุลน้ำกร่อย แก้น้ำเสีย ดันน้ำเค็ม” ซึ่งเป็นการปรับปรุงบ่อกุ้งร้างเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรองหรือสระแก้มลิง ปรับพื้นที่เกษตรเป็นร่องสวน กักเก็บน้ำจืดไว้กับชุมชนให้ได้มากที่สุด และเป็นแหล่งน้ำจืดที่ใช้บล็อกน้ำเค็มที่จะเข้าสู่แหล่งกักเก็บน้ำของชาวสวน

และจุดสุดท้าย จุดที่ 4 เยี่ยมชมเกษตรผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่ (ระบบสำรองน้ำด้วยนากุ้งร้างและร่องสวน) ซึ่งนางพัดชา บวรสถิต เกษตรกรบ้านเปร็ดใน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้วยการทำเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่มาปรับใช้กับพื้นที่ตนเองเนื้อที่ 14 ไร่ ซึ่งเดิมพื้นที่ทำนากุ้งเพียงอย่างเดียว และบริหารจัดการน้ำโดยการขุดสระสำรองน้ำในพื้นที่ 3 สระ เนื้อที่ 3.45 ไร่ และร่องสวนเนื้อที่ 5.89 ไร่ ได้ปริมาตรน้ำ 29,960 ลบ.ม. เพื่อสำรองน้ำจืดเก็บไว้ใช้เพาะปลูก หมุนเวียนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ทำเกษตรดำเนินงานทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสานทฤษฎีใหม่ เกษตรรอบสระ ผสมผสานเลี้ยงปลาตามธรรมชาติและเลี้ยงไก่

ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ย 144,000 บาท/ปี ลดรายจ่าย 24,000 บาท/ปี โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมการทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของนางพัดชา เกษตรกรบ้านเปร็ดใน ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จและเป็นแบบอย่างที่ดีให้ชาวบ้านในชุมชนได้นำไปปฏิบัติตาม

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปของเกษตรกรชาวบ้านเปร็ดใน เช่น ปลาโคกแดดเดียว ไข่เค็ม น้ำหมักชีวภาพ ข้าวเกรียบสมุนไพร กล้วยน้ำว้า ฝรั่งกิมจู ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการน้อมนำแนวพระราชดำริและแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาปฏิบัติจนเกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างอาชีพและรายได้ในชุมชนอย่างยั่งยืน

นายอัมพร แพทย์ศาสตร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านเปร็ดใน และนายก อบต.ห้วงน้ำขาว ที่เป็นผู้ริเริ่มและร่วมมือกับชาวบ้านและแกนนำชุมชนบอกว่า ความสำเร็จของชุมชนบ้านเปร็ดในในครั้งนี้เป็นเพราะความร่วมมือของทุกคน จากสิ่งที่ไม่รู้ แต่ได้เข้ามาแก้ปัญหาตามธรรมชาติ จากเดิมที่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดในถูกบุกรุกจากกลุ่มทุนการเมืองท้องถิ่นเพื่อทำนากุ้ง ป่าถูกทำลายจำนวนมาก และชาวบ้านเดือดร้อนเป็นหนี้สินเพราะแหล่งอาหารถูกทำลาย

เมื่อสมัย 30 กว่าปีจึงลุกขึ้นมาฟื้นฟูป่ากันใหม่และสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องดิน ที่มีน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่การเกษตรกรรม ต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยความรู้ของชาวบ้าน จนได้รับรางวัลที่ 3 เรื่องการบริหารจัดการน้ำในปี 2543 และนี่คือจุดเริ่มต้น

“หลังจากได้รับรางวัล ได้มีหน่วยงานด้านการจัดการน้ำเข้ามาศึกษาและให้ความรู้ตามแนวทางต่างๆ และใช้เวลานานนับสิบปีจึงสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ รวมทั้งมีโครงการจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ดร.รอยล จิตดอน เคยเข้ามาให้ความรู้กับชาวบ้าน นำแนวทางทฤษฎีใหม่มาช่วยจนสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ส่งผลดีต่อการสร้างรายได้ ประชาชนที่มีปัญหาหนี้สิน เมื่อมีป่า มีน้ำสมบูรณ์ การทำมาหากินก็ดี มีรายได้ และมีการนำกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของพระอาจารย์สุบินมณีโตเข้ามาใช้ จนสามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ เพราะชาวบ้านมีทรัพยากรในป่า มีน้ำในการทำการเกษตรอย่างเพียงพอจนเก็บออมได้นั่นเอง นี่คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีภูมิใจ และสนใจเดินทางมาชมและยกย่องให้เป็นต้นแบบในชุมชนอื่นๆ”

และนี่คือเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางมาที่ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด

ซึ่งเป็นชุมชนแห่งความภูมิใจของชาวบ้านเปร็ดในทุกคน!?!