จากกรณีแกนนำ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่ศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ได้มอบตัวหลังร่วมการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จากนั้นได้ถูกส่งตัวมาที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ คือการชุมนุมที่สกายวอล์กปทุมวัน เมื่อวันที่ 27 มกราคม โดยก่อนหน้านั้นตำรวจได้จับแกนนำอีกคนที่ถูกออกหมายจับเช่นกัน คือ นายเอกชัย หงส์กังวาน ไว้แล้วตั้งแต่ช่วงเช้า
สำหรับนายรังสิมันต์ โรม หลังจากได้รับการประกันตัว ที่ สน.ปทุมวัน กรณีการชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวมาแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายรังสิมันต์ โรม แกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ มาถึง สภ.เมืองขอนแก่น ถ.กลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น ตามหนังสือขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับจากการร่วมกิจกรรมเสวนา “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน” ที่อาคารจตุรมุข อุทยานเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2559 ในช่วงก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2559 เรื่องการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งคดีนี้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลทหารขอนแก่นไปก่อนหน้านี้แล้ว 8 ราย
จากนั้นเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 พ.ต.ท.วิษณุ แสงคำ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น ได้สอบปากคำ นายรังสิมันต์ ที่ห้องงานอำนวยการ สภ.เมืองขอนแก่น โดยมี พล.ต.ต.พรหมณัฏฐเขต ฮามอำไพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ติดตามการสอบปากคำในครั้งนี้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มสอบปากคำในเวลาประมาณ 08.30 น. จนถึงเวลา 11.00 น. จึงรับทราบข้อกล่าวหา จากนั้นได้ให้นายรังสิมันต์พิมพ์ลายนิ้วมือ โดยมี อาจารย์ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ อาจารย์จากสาขาพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาประกันตัวในวงเงิน 10, 000 บาท
นายรังสิมันต์กล่าวว่า เดินทางมาจังหวัดขอนแก่นตามหมายจับ หลังดำเนินการตามขั้นตอนเจ้าหน้าที่ได้ให้ประกันตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้เดินทางพบอัยการทหาร ที่ มทบ. 23 ในวันที่ 23 มีนาคม 2561 จากเดิมที่ได้แจ้งว่าให้เข้าพบวันพรุ่งนี้ สำหรับการดำเนินคดีหลายข้อหา ในพื้นที่ที่ไปแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ไม่ใช้เรื่องของความเคยชิน แต่เป็นเรื่องที่เรามองว่าไม่ถูกต้อง
“การแสดงออกถึงจุดยืนของประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในขณะนี้ถือว่ามีหลายประเด็น แต่เป็นความผิดที่ผมแสดงออกถึงความรักชาติ รักประชาธิปไตย ต้องการให้ทุกคนในประเทศมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งส่วนตัวไม่ได้หนักใจ เพราะไม่ได้ทำผิดคดีอาญา ถือเป็นเกียรติที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ทำเพื่อประเทศชาติ ทำอย่างไรให้ประชานได้สิทธิขั้นพื้นฐานกลับคืนมา” นายรังสิมันต์กล่าว



