เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการคิกออฟโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาลว่า ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาจากบุคคลภายนอกและจากทหารว่า คสช.มีความตั้งใจและพยายามทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน และพบว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังได้รับความนิยมอยู่ จึงคิดโครงการขึ้นมาเพื่อดำเนินการทำให้คนลืมพรรคเพื่อไทย โดยให้ทหารปูพรมลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนแนวคิดของประชาชน ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจะทำโพลเพื่อสำรวจความเห็นประชาชนอีกครั้ง หากผลที่ออกมาพบว่าความนิยมทหารดีขึ้นและพรรคเพื่อไทยแย่ลงก็จะจัดให้มีการเลือกตั้ง
นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลบริหารงานมาหลายปี แต่มาคิดทำโครงการไทยนิยมฯในช่วงเวลานี้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าเจตนาของโครงการดังกล่าวต้องการสร้างฐานความนิยมให้กับ คสช.และรัฐบาล จะปฏิเสธว่าไม่ใช่การหาเสียงหรือต้องการสืบทอดอำนาจคงยาก เพราะการกระทำชัดเจน ยิ่งปฏิเสธยิ่งไม่มีเหตุผลมารองรับว่าทำไปเพื่ออะไร นอกจากนั้นต้องถามกลับว่า คสช.ห้ามคนอื่นดำเนินการทางการเมือง แต่กลับทำในสิ่งที่ห้ามคนอื่นไว้ทั้งหมด เช่น บอกว่าโครงการของรัฐไม่ใช่ประชานิยม แต่มีการแจกบัตรคนจน และยังทำโครงการไทยนิยมฯเพื่อสำรวจความเห็นประชาชนโดยอ้างว่าทำความเข้าใจเศรษฐกิจและการเมือง ถือว่าเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่
เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองกังวลว่า คสช.เร่งสร้างฐานเสียงโดยใช้โครงการดังกล่าวเป็นเครื่องมือ ในขณะที่ห้ามพรรคการเมืองกระทำการใดๆ หรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า พรรคการเมืองอย่างพรรค พท.ไม่กังวล เพราะเชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณที่ดีและตัดสินใจเองได้ ขอยกตัวอย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ระบุว่า ประชาชนยังไม่พร้อมในการเลือกตั้ง หรืออยากจะเลือกตั้งแบบสับปะรดแบบทุเรียนที่ได้เพียงเปลือกแล้วพอใจ โดยไม่สนใจเนื้อหากระบวนการ ถือว่าดูถูกวิจารณญาณประชาชนหรือไม่ หรือการที่บอกว่าประชาชนไม่เข้าใจเพราะไปเลือกคนที่ไม่ตรงกับใจของ คสช. จึงแปลว่าประชาชนไม่มีความตระหนัก ไม่มีความรู้หรืออย่างไร และโครงการไทยนิยมฯจะไปสร้างให้คนมีความรู้โดยเลือกคนที่ คสช.ชอบหรือบุคคลที่อยากจะเสนอให้มาเป็นผู้นำถึงจะเรียกว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ทั้งนี้ ในภาพรวมทั้งหมดที่รัฐบาลพูดออกมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการล้างสมองประชาชน อีกทั้งสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลกำลังดำเนินการถือว่าไม่ยุติธรรมกับพรรคการเมือง และตรงข้ามกับคำพูดว่ารัฐบาลและ คสช.จะให้ความเป็นธรรมเสมอภาคกับทุกพรรคการเมือง

