“ประชาธิปไตย ไทยนิยม” ในความหมายของนายกฯประยุทธ์ ปรากฏขึ้นครั้งแรก ระหว่างให้โอวาทเด็กและเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 13 มกราคม
นัยว่าเพื่ออธิบายความหมายประชาธิปไตยในบริบทของไทย
แยกธาตุของทั้งสองคำ
“ประชาธิปไตย” หมายถึง ระบบการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นรูปการปกครองที่ยึดถืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ขณะที่ “ไทยนิยม” ไม่ปรากฎความหมายแน่ชัด
ครั้งนั้นท่านนายกฯให้นิยาม”ประชาธิปไตย ไทยนิยม” ว่า”เป็นแบบไทยๆ เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องปูพื้นฐานประชาธิปไตยในอนาคตให้ได้ว่าจะทำยังไงให้เกิดความมั่นคง”
ค่อนข้างคลุมเครือ แต่ฟังดูคล้าย “ไทยนิยม” มีเจตนาถูกนำมาใช้ในบรรยากาศทางการเมือง
สื่อมวลชนนำไปเป็นประเด็นพาดหัวข่าวคึกโครมในวันรุ่งขึ้น
ต้องไม่ลืมว่า สิ่งแวดล้อมการเมืองขณะนั้น เสียงของพรรคการเมืองดังกระหึ่มกระชั้นถี่ รวมไปถึงนักวิชาการที่มุ่งหมายให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว
หรืออย่างน้อยเป็นไปตามโรดแมปของรัฐบาล คสช.
เรียกร้องให้คสช.“ปลดล็อก”ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในเมื่อพรป.พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว เงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติเริ่มนับหนึ่ง มีกรอบระยะเวลาแน่นอนตายตัว
ทว่า จนถึงวันนี้ทุกกิจกรรมยังถูก“แช่แข็ง”
ผ่านมาหนึ่งเดือน นายกฯประยุทธ์พยายามอธิบายความ”ประชาธิปไตย ไทยนิยม” ในหลายเวที แต่ผลลัพธ์ดูเหมือนยังยากจับต้อง
จนล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน น่าจะเรียกได้ว่าเป็นบทสรุป รัฐบาลจัดกิจกรรมใหญ่ นายกฯประยุทธ์นำทีมรองนายกฯ มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ภายใต้คีย์เวิร์ด “ไทยนิยม ยั่งยืน”
จัดทีมงานกว่า 7 พันชุดปูพรมลงพื้่นที่กว่า 7 พันตำบลทั่วประเทศ ประเดิม 21 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป
กำหนด 10 กรอบงานสำคัญ อาทิ สร้างการรับรู้”ประชาธิปไตย ไทยนิยม” สร้างความสามัคคีปรองดอง รับรู้สิทธิหน้าที่พลเมืองดี แจกแจงผลงานรัฐบาล พัฒนาอาชีพ
แม้นายกฯประยุทธ์ย้ำหนักแน่น “ไทยนิยม ยั่งยืน” เน้นตอบสนองความเท่าเทียมและเป็นธรรม เพื่อประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มิใช่มีเพื่อรัฐบาลอยู่ยาว
เหรียญอีกด้าน ก็มีข้อสังเกตต่อทีมงานกว่า 7 พันชุด ไม่ต่างกับปูพรมงานมวลชน เป็นกิจกรรมมาร์เก็ตติ้งการเมืองสร้างคะแนนนิยม
เพื่อเป้าหมายสำคัญสุดท้ายในต้นปีหน้า

