บทบาทของ “คสช.” ต่อปรากฏการณ์ “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง”เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ มากด้วยความละเอียดอ่อน
ต่อคำถามที่ว่า “กลุ่มผู้ชุมนุมจุดกระแสติดหรือไม่”
แทนที่ “ทีมโฆษก คสช.” อันมี พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ จะตอบว่า ติด หรือ ไม่ติด
กลับเน้นในทาง “หลักการ”
“การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเจ้าหน้าที่จะต้องระมัดระวังในการปฏิบัติต่อสถานการณ์”
มากด้วย “การ์ด” เปี่ยมด้วย “ความรัดกุม”
อาจเนื่องจากคำกำชับอันมาจากหัวหน้าคสช.ส่งตรงไปยังเลขาธิการคสช.ล่าสุด
ทำให้”การปฏิบัติ”ดำเนินไปอย่างระมัดระวัง
หากเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม กับ สถานการณ์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์
ก็จะสัมผัสได้ในการเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่
ข้อหาจึงไปไกลถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
ไม่จำกัดอยู่เพียงคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ไม่จำกัดอยู่เพียงพรบ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558
แทนที่จะพุ่งเป้า 7 แกนนำแต่เลเพลาดพาดไปถึง 39
ก่อให้เกิดสถานการณ์บานปลายจาก Start Up พัฒนายกระดับกลายเป็น MBK 39
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ จึงต้องสรุป”บทเรียน”
ทุกอย่างจึงดำเนินไปตามคำกำชับจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท นั่นก็คือ
“การแจ้งความเอาผิดกลุ่มเคลื่อนไหวให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะเป็นเงื่อนไขทำให้สถานการณ์บานปลายออกไป”
เพราะ”ไม้แข็ง”ที่ใช้กับ Start Up ไม่เวิร์ก จำเป็นต้อง “ไม้นวม” ไม่ว่าที่สน.ปทุมวัน ไม่ว่าที่สน.สำราญ ราษฎร์ ไม่ว่าที่สภ.เมืองขอนแก่น
“ไม้นวม”น่าจะเป็นผลดีมากกว่า”ไม้แข็ง”

