ศึกษา ความพ่ายแพ้ ทางการเมือง
ก่อนเข้าสู่”ประชามติ” 7 สิงหาคม
มีความมั่นใจเป็นอย่างสูงจาก นายวิษณุ เครืองาม มีความมั่นใจเป็นอย่างสูงจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ในเรื่อง “ประชามติ”
เป็นความมั่นใจอันสอดรับกับความมั่นใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นความมั่นใจอันสอดรับกับความมั่นใจของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช
มั่นใจว่า”ประชามติ” ต้อง “ผ่าน”
ร่างรัฐธรรมนูญอันประมวลความเห็น”ร่วม”จากแม่น้ำ 5 สาย 1 คสช. 2 ครม. 3 สนช. 4 สปท. และ 5 กรธ.
ต้อง “ฉลุย”
เป็นความมั่นใจแบบเดียวกันกับรัฐบาล “ทหาร” ของเมียนมาก่อนตัดสินใจจัดให้มี “การเลือกตั้ง” ตาม “โรดแมป”
ตามโรดแมปในเดือนพฤศจิกายน 2558
เป็นความมั่นใจที่รัฐบาล”ทหาร”ครองอำนาจตั้งแต่ยุค นายพลอาวุโสเนวิน กระทั่งยุค พล.อ.มิน อ่อง หล่าย
นั่นก็คือ ตั้งแต่ พ.ศ.2505 กระทั่ง พ.ศ.2558
เป็นความมั่นใจที่รัฐบาล “ทหาร” วางกรอบแห่ง “รัฐธรรมนูญ”เพื่อการสืบทอดอำนาจ และกีดกันพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD)ของ อองซาน ซูจี แทบจะกระดิกกระเดี้ยไม่ได้
แต่แล้วเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 2558 ความมั่นใจก็ “พังครืน”
เพราะผลการเลือกตั้งที่ปรากฏ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD)ได้รับเลือกเข้ามาเกือบร้อยละ 90
ที่เหลือร้อยละ 10 เป็นพรรค”ทหาร”
ความจริง รัฐบาล”ทหาร”ของเมียนมาก็เคยได้รับบทเรียนมาแล้วจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2531
ปีนั้นพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD)ได้รับเลือกมากกว่าร้อยละ 80
ยังไม่เข็ด
ยังไม่เข็ดเหมือนกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ตัดสินใจยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
ยังไม่เข็ดเหมือนกับรัฐบาลจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ที่ตัดสินใจจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550
“การเลือกตั้ง” ก็เหมือนกับ”ประชามติ”นั้นเอง
ถามว่ารัฐบาล”ทหาร“ของเมียนมามี “ความมั่นใจ” หรือไม่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2558
ตอบได้ว่า “มั่นใจ” อย่างยิ่ง
ถามว่ารัฐบาลหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มี”ความมั่นใจ”หรือไม่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550
ตอบได้ว่า “มั่นใจ” อย่างยิ่ง
ถามว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หลังการปราบปรามใหญ่เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 มี”ความมั่นใจ” หรือไม่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554
ตอบได้ว่า “มั่นใจ”อย่างยิ่ง
เป็นความมั่นใจเพราะว่ารัฐบาล”ทหาร”มีเครื่องมืออย่างสำคัญ 1 กุมกลไกอำนาจรัฐ 1 มีรัฐธรรมนูญเป็นอาวุธอย่างสำคัญ
แต่ที่สุดก็ต้อง “แพ้” และแพ้อย่างหมดรูป
เป็นความมั่นใจเพราะหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ฝ่ายตรงข้ามถูกไล่ล่าโดยคสต. ทั้งยังมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นอาวุธอย่างสำคัญ
แต่ที่สุดก็ต้อง”แพ้”ในการเลือกตั้ง
เป็นความมั่นใจเพราะหลังการปราบปรามในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เท่ากับสยบกำลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง แข็งกร้าว
แต่ที่สุดก็ต้อง”แพ้”ในการเลือกตั้ง
การต่อสู้ผ่านกระบวนการ”ประชามติ”ในเดือนสิงหาคม 2559 จึงแหลมคมและทรงความหมาย

