เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมอดอาหาร คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา -กระบี่ ที่ปักหลักอยู่ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินว่า รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นห่วงประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะประชาชนที่มีผลได้เสียต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้บังคับว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ต้องการให้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ชุมนุมเปิดใจรับฟังเสียงของคนอื่น ฟังเหตุผล แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ โดยเราขอเวลาศึกษาให้รอบด้านก่อนได้หรือไม่ ว่าพลังงานที่จะนำมาสร้างกระแสไฟฟ้าแต่ละชนิดนั้นมีผลกระทบอย่างไร และจะสามารถลดผลกระทบนั้นได้อย่างไรบ้าง แต่หากตั้งเป้าคัดค้าน โดยไม่สนใจเหตุผลและข้อมูลทางวิชาการ แล้วประเทศจะเดินหน้าได้อย่างไร
“พลังงานทุกประเทศในโลกมนุษย์นี้ มีหลักการคิดแบบเดียวกันคือ การจะผลิตไฟฟ้าจะต้องแยกพลังงานออกเป็นสองส่วน หนึ่ง พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ น้ำ ลม น้ำมันปาล์ม สองพลังงานหลัก ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน นิวเคลียร์ ซึ่งมีสัดส่วน 70% แต่พลังงานหมุนเวียนมี 30% ที่ต้องกำหนดเช่นนี้เพราะโลกได้เปลี่ยนแปลง เช่น เมื่อปี 2559 ที่ภาคใต้ฝนตกตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมไปหยุดปลายมกราคมปี 60 ถามว่าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตรงกับความต้องการของประชาชน หรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้หรือไม่ ซึ่งไม่ได้แน่นอน”
พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับพลังงานหลัก ประเทศไทยได้ใช้ น้ำมัน และ ก๊าซ เป็นหลัก ส่วนนิวเคลียร์และถ่านหิน หลายส่วนอาจเห็นว่าเรายังไม่มีความพร้อม ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้ถ่านหิน แต่ได้ให้ไปศึกษา เรื่องผลกระทบโดยเราพยายามชี้แจงว่า จะต้องมีอย่างอื่นมารองรับปัญหาด้านพลังงาน เพราะในวันข้างหน้าราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าก็จะต้องสูงขึ้นตาม ดังนั้นจึงต้องการให้สังคมมาร่วมกันศึกษา ถ้าดีก็ทำ ถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องทำ แต่เราจะฝากชีวิตไว้กับน้ำมันและก๊าซก็ได้ ไม่เป็นไร แต่อยากให้มาศึกษาร่วมกัน
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วงผู้ชุมนุม โดยได้สั่งการเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่าให้ลงไปดูผู้ชุมนุมพร้อมอธิบายให้เกิดความเข้าใจ พร้อมกับทำความเข้าใจกับประชาชนว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และสิ่งที่รัฐบาลต้องการศึกษานั้น ยังไม่มีอะไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีการศึกษามาแล้ว แต่เมื่อผู้ชุมนุมเห็นว่าไม่มีส่วนร่วมด้วย และไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส เราจึงจัดให้มีการศึกษาใหม่ โดยนายกฯย้ำว่าในกระบวนการทำอีไอเอ, อีเอชไอเอ ต้องโปร่งใส ไม่มีอะไรในโลกที่เมื่อทำแล้วจะไม่เกิดผลกระทบ เพราะแค่เหยียบลงไปในสนามหญ้าก็มีผลกระทบ แต่สิ่งสำคัญคือจะแก้ไขปัญหาผลกระทบนั้นได้อย่างไร
วันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก อย่าเอาการอดอาหารมาทำให้สังคมเกิดความรู้สึกลังเลหรือขัดแย้ง เพราะการคุยกันด้วยเหตุและผลเท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศเดินไปได้ โดยต้องไม่ใช้อารมณ์
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ชุมนุมยังปักหลักกดดันอยู่ที่หน้ายูเอ็นเช่นเดิม หรือมีวิธีอื่นใด พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า คงต้องชี้แจงทำความเข้าใจกันไป แล้วมีวิธีการอื่นหรือไม่ เพราะถ้าจะให้กลับบ้าน รัฐบาลก็ต้องรับปากว่าจะยกเลิกการศึกษา ถามว่าเป็นแนวทางที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยหรือไม่ และถ้าเอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเป็นตัวตั้ง เราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในประเทศนี้ได้เลย

