เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กรณีเป็นผู้ร้องขอให้ยึดหรืออายัดนาฬิกาหรู 25 เรือน ที่ปรากฏภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยสวมใส่ มาตรวจสอบก่อน
นายเรืองไกรให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าให้ปากคำว่า ทาง ป.ป.ช.ได้ตั้งคำถาม 4 ประเด็น คือ 1.ข้อมูลนาฬิกาว่ามีกี่เรือน รุ่นอะไร มูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่รู้ และยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องไปตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สินดังกล่าว 2.นาฬิกาและแหวนเพชรทั้งหมดเป็นของ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็มีข้อมูลจากการชี้แจงของ พล.อ.ประวิตรแล้วว่าเป็นของเพื่อน ซึ่งก็คือนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ 3.การได้ทรัพย์สินดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตร เป็นการได้มาที่ไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือไม่ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ พล.อ.ประวิตรก็ชี้แจงมาแล้วว่าเป็นของเพื่อนไม่ใช่ของท่าน แต่เมื่อเป็นการยืมก็จะต้องตรวจสอบว่ามีการจ่ายค่าบำรุงรักษาหรือไม่ ไม่อย่างนั้นอาจจะเข้าข่ายเป็นการรับผลประโยชน์อื่นใด ตามตามมาตรา 103 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ได้ด้วยเช่นกัน และ 4.มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องไปรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ดังนั้นเชื่อว่าทั้ง 4 ประเด็นที่ ป.ป.ช.ถาม ตนสามารถชี้แจงได้ อย่างไรก็ตาม ในการให้ถ้อยคำดังกล่าวตนจะยืนยันเช่นเดิมว่าทาง ป.ป.ช.จะต้องทำการยึดอายัดนาฬิกาและทรัพย์สินที่ตกเป็นข่าวมาตรวจสอบ
นายเรืองไกรยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ในต่างประเทศถึงเรื่องนาฬิกาโดยเปรียบเปรยว่ากรณีดังกล่าวถ้าเป็นตัวเองคงลาออกไปตั้งแต่เรือนแรกนั้น ตนได้ส่งจดหมายถึง นพ.ธีระเกียรติ ให้พิจารณาในเรื่องการถือหุ้น scc ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000 หุ้นของท่าน ว่าเป็นหุ้นสัมปทานหรือไม่ มีการซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 800 หุ้น ก่อนดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการจริงหรือไม่ และหากเป็นหุ้นสัมปทานนพ.ธีระเกียรติ จะดำเนินการเหมือนที่ได้ให้สัมภาษณ์กรณีนาฬิกาหรือไม่ ซึ่งในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ไม่ว่า นพ.ธีระเกียรติจะลาออกหรือไม่ ตนก็จะยื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการกรณีนี้เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการขาดคุณสมบัติต่อไป

