หน้าแรก การเมือง นักวิชาการมอง...

นักวิชาการมอง1ปีปรองดอง ‘สัญญาประชาคม’เป็นจริงยาก แนะลดเงื่อนไขอำนาจ ม.44ใช้แก้ปัญหาไม่ได้

15.02.18 | 18:04 น.

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานครบ 1ปี ของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า การสร้างความปรองดองในประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ คำว่าปรองดองที่รัฐบาลใช้อยู่นั้นไม่แน่ใจว่ามีความหมายอย่างไร คล้ายเป็นเรื่องปรองดองระหว่างคู่ขัดแย้งทางการเมือง แต่บ้านเมืองเราไม่ได้มีเฉพาะคนที่รู้สึกขัดแย้งหรือประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างเดียว ยังมีคนที่อยู่นอกวงการขัดแย้งแย่งชิงอำนาจไม่น้อย การสร้างความมีส่วนร่วม สร้างความหวังร่วมกัน การรู้สึกถึงการมีอนาคตร่วมกัน กำหนดความเป็นไปด้วยกัน ไม่สามารถจะสร้างภายใต้บรรยากาศความอึดอัดและความกลัว ความหวาดเกรง ไม่เหมือนกับการสั่งการในกองทัพ บ้านเมืองต้องการความสัมพันธ์แนวราบอย่างกว้างขวาง รัฐบาลและผู้มีอำนาจน่าจะเอื้อให้บรรยากาศเหล่านี้เกิดขึ้นได้มากกว่านี้

“การสร้างสัญญาประชาคมแบบอาศัยการทำงานโดยรวมศูนย์ สั่งการให้เกิดสัญญาประชาคมทุกพื้นที่ เป็นรูปแบบคำสั่ง ทำแบบบนลงล่าง ประสิทธิภาพกับประสิทธิผลอาจต่างกัน การสั่งการแล้วให้คนไปปฏิบัติตามจะมีประสิทธิภาพ สั่งแล้วทำได้ตามที่สั่ง แต่ผลที่จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นไม่มีอะไรการันตี ประสิทธิผลเป็นคนละเรื่องกัน ปฏิบัติแล้วจะได้ผลสำเร็จหรือไม่เป็นบริบทที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ภายใต้บรรยากาศที่คนเกร็งหรือกลัวอำนาจไม่กล้าพูดจากัน ก็ยากที่จะมีผลที่เป็นจริง

“สัญญาประชาคม15ข้อ เป็นสิ่งที่ดีงามในแง่ภาษาและความตั้งใจ ไม่มีข้อไม่ดีไม่สมควร แต่สิ่งเหล่านี้จะบังคับให้เกิดขึ้นนั้นยาก เป็นไปไม่ได้ การเอาสัญญาประชาคมไปลงพื้นที่อาจมีประสิทธิภาพแบบราชการ แต่ในแง่ประสิทธิผลก็ต้องให้สังคมมีส่วนร่วมจริงจังและพูดออกมาชัดเจน ภายใต้บรรยากาศการเมืองที่เป็นปกติกว่านี้ การสร้างบรรยากาศเหล่านี้ต้องลดเงื่อนไขให้อำนาจที่นอกเหนือจากอำนาจตามรัฐธรรมนูญมีบทบาทน้อยลงกว่านี้ เพราะหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญยังมีกฎหมายหลายข้อขัดแย้งกัน แม้แต่คำสั่งคสช.ที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ ก็เป็นข้อที่ไม่เอื้อบรรยากาศเท่าที่ควร บรรยากาศความอึดอีดไม่กล้าพูด บรรยากาศการคุกคาม โดยอาศัยอำนาจไม่ปกติตามรัฐธรรมนูญน่าจะไม่เป็นผลดีกับความตั้งใจเรื่องจะสร้างบ้านเมืองร่วมกัน”

ศ.สุริชัย กล่าวอีกว่า ตอนนี้อำนาจการเมืองที่เราคุ้นเคยว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจกำหนดได้ อาจไม่จริงแท้อย่างที่บางคนคิด เช่น การใช้คำว่าการมีอำนาจรัฐเหมือนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ตัวอย่างเรื่องการแก้ปัญหาเหมืองทอง รัฐบาลปัจจุบันใช้คำสั่งปิดเหมืองที่จะก่อปัญหาความเดือดร้อนและกำลังถูกเรียกร้องว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติผิดข้อตกลงการลงทุนระหว่างประเทศออสเตรเลีย อำนาจการดูแลทุกข์สุขในประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจของรัฐบาล แต่ขึ้นอยู่กับอำนาจอีกหลายส่วน

“ถ้าหวังอำนาจเด็ดขาดของมาตรา 44 อย่างเดียว ก็ไม่ได้ช่วยให้แก้ปัญหาได้จริงๆ อำนาจแท้จริงน่าจะอยู่ที่รัฐบาลมีความรู้ความเข้าใจต่อการแก้ปัญหา โดยรัฐบาล เอกชน และนักวิชาการทำงานร่วมกันเพื่อความเป็นสุขได้ อำนาจที่จะระดมความรู้ความเข้าใจ รับฟังประสบการณ์ความเดือดร้อนมากกว่าที่จะแก้ปัญหาได้มากกว่าอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ที่แก้ปัญหาด้วยคำสั่ง อำนาจที่รัฐบาลคุ้นเคยอาจไม่พอ สิ่งสำคัญในอนาคตคงไม่ใช่การเอาสัญญาประชาคมไปตอกย้ำในพื้นที่แต่เป็นการที่รัฐบาลตระหนักถึงการสร้างบรรยากาศให้สังคมเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”

Advertisement