หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการภายหลังกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เดินตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดที่มาของ ส.ว.ให้ คสช.เป็นผู้เลือกทั้ง 250 คน และเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีจากคนนอก
ยุทธพร อิสรชัย
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อันดับแรกเลยต้องบอกว่าไม่แปลกใจที่ กรธ.ได้มีความเห็นออกมาสอดรับกับแนวทางของ คสช. เนื่องจากคาดไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ และสถานการณ์ล่าสุดเองก็ได้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า กรธ.เองก็ยังคงอยู่ในวังวนของปัญหา ซึ่งก็คือความหมกมุ่นในการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของ ส.ว. หรือที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่พยายามจะระบุเอาไว้ในบทเฉพาะกาล รวมไปถึงการสืบทอดอำนาจหรืออยู่ต่อของกลุ่มคณะบุคคลที่มีอำนาจเหล่านี้ ดังนั้น จากข้อสรุปของ กรธ.ยิ่งทำให้เห็นว่าแทบไม่มีการเชื่อมต่อ เชื่อมโยงระหว่าง กรธ.กับประชาชนในสังคมเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าประเด็นที่เป็นประเด็นของสังคม กรธ.ไม่ได้พูดถึงเลย
ส่วนประเด็นที่มาของ ส.ว. ส่วนตัวเห็นว่า ส.ว.จำนวน 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งสรรหาทั้งหมด คำถามคือในวันนี้เราต้องการ ส.ว.ทำหน้าที่อะไร วัตถุประสงค์เราต้องชัดก่อน ถ้าวัตถุประสงค์ของ ส.ว. เป็นไปตามฐานของ กรธ.ที่ได้กำหนดมาตั้งแต่ต้นว่าจะให้เป็นสภาพลเมือง สภาเพื่อการตรวจสอบ การที่จะมี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้ง ดูแล้วจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์เท่าไรนัก เพราะว่าเป็นลักษณะที่เรียกได้ว่าผิดฝาผิดตัว เพราะหากเป็นไปตามฐานของ กรธ.แล้ว ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่า รวมไปถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การแต่งตั้งถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะต้องเป็นผู้ที่ยึดโยงหรือใกล้ชิดกับประชาชน อีกทั้งตามหลักการแล้วไม่สามารถนำคนที่มาจากการแต่งตั้งมาถอดถอนคนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกมาได้
นอกจากนี้ ยังรวมถึงประเด็นที่จะมี ส.ว. 6 คน สำหรับ 6 ตำแหน่งทางด้านความมั่นคง ประเด็นนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวมากไปอีก เพราะท้ายที่สุดแล้วเรื่องของความมั่นคงไม่ได้มีส่วนอะไรกับการทำงานของ ส.ว.เลยแม้แต่น้อย ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ ส.ว.จะต้องเป็นเรื่องของการตรวจสอบ การเป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานเรื่องความมั่นคง ซึ่งปกตินั้นการทำงานเรื่องความมั่นคงก็มีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องมี ส.ว. 6 ท่าน 6 ตำแหน่งที่มาจากหน่วยงานความมั่นคง
อีกทั้งการมี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้งเพื่อสืบต่อการปฏิรูป คำถามคือการปฏิรูปเราสามารถขับเคลื่อนได้ผ่านทางสภาได้หรือ เพราะในบางเรื่องมันไม่ใช่ อย่างการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจก็ต้องอาศัยการขับเคลื่อนโดยนโยบายของรัฐบาลนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ได้มีความหมายในการเข้าสู่อำนาจ
แต่การเลือกตั้งนั้นมีความหมายรวมไปถึงโอกาสของประชาชนในการเข้าสู่ทรัพยากรผ่านทางตัวแทนของพวกเขาที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่การขับเคลื่อนปฏิรูปจะต้องดำเนินโดยรัฐบาล เพราะการขับเคลื่อนปฏิรูปโดยสภานั้นสามารถทำได้แค่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและการเมือง แต่เรื่องการกระจายอำนาจ เศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ จะต้องใช้นโยบายของรัฐบาล
ส่วนประเด็นที่ว่าหากมีการประกาศใช้บทเฉพาะกาลในลักษณะนี้จริง ก็จะทำให้เกิดปมแห่งความขัดแย้งหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว ถึงแม้ว่าในระยะสั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูแล้วน่าจะไม่ผ่าน เพราะแม้แต่ฝ่ายที่สนับสนุน คสช.เองยังออกมาค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย แต่ระยะยาวส่วนตัวคิดว่า คสช.พยายามที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านให้ได้ โดยผ่านกลไกต่างๆ เช่น กฎหมายประชามติ หรือท้ายที่สุดอาจจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ว่าไม่จำเป็นจะต้องทำประชามติ และสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้เลยก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือหากผ่านแล้วจริง บทเฉพาะกาลในลักษณะนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นปมแห่งความขัดแย้งอันหนึ่ง แทนที่จะเป็นกติกาที่คนทุกฝ่ายให้การยอมรับร่วมกัน
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รัฐธรรมนูญทั้งหมดในตอนนี้ คิดว่าชัดเจนแล้วว่านี่ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจของ คสช. แต่นี่เป็นการยึดอำนาจอธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีความพยายามที่จะทำให้ระบบรัฐสภาสัมพันธ์กับประชาชนมากขึ้น แต่เมื่อมีการยึดอำนาจ ก็เดินกลับไปยังจุดเก่าๆ อีก
บทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้จะมีข้อชี้แจงว่า วุฒิสมาชิกไม่มีอำนาจอะไรในการตั้งนายกฯ แต่ปัญหาคือวุฒิสภามีอำนาจในการตรวจสอบ หรือผ่านกฎหมาย รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวมองว่าประเด็นนี้น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ คสช.นั้นเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ กรธ.ที่ยอมร่างได้ตามที่ คสช.ต้องการนั่นเอง ทำให้ต้องย้อนกลับมาคิดว่า แท้จริงแล้วคนใน กรธ.มองอนาคตของสังคมไทยอย่างไรกันแน่
กรณีเปิดช่องให้นายกฯนั้น คิดว่าถ้าเขียนกฎเกณฑ์แบบนั้น ภายใต้อำนาจที่เป็นอยู่ก็ทำได้ ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่อยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าได้มากแค่ไหน แต่ถึงตอนนี้คงต้องตอบว่า การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อตอบคำถามว่าจะให้ฝ่ายผู้มีอำนาจอยู่ต่อไปมากกว่า คิดว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ร่างโดยหัวใจสำคัญที่มีจุดประสงค์เพื่อตอบปัญหาสังคมไทย แต่เพื่อตอบคำถามของผู้มีอำนาจที่มาจากการยึดอำนาจว่าจะอยู่ต่ออย่างไรในทางการเมือง
ที่สำคัญคือ ส่วนตัวไม่คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ดี เราคงต้องเจอภาวะที่อำนาจทางการเมืองเคลื่อนไปหาสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือกลุ่มทหาร ส่วนใหญ่อยู่ในฐานที่ ส.ว. กับอีกกลุ่มคืออยู่ในพวกตุลาการ จะปรากฏอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรมหรือองค์กรอิสระต่างๆ สังคมไทยข้างหน้าคงอยู่ในยุคที่คนไทยน่าจะถูกปกครองโดยทหาร ตุลาการธิปไตยเป็นหลัก ซึ่งคนสองกลุ่มนี้มองว่าไม่ได้รู้เรื่องใดๆ มากพอจะมาปกครองอะไรได้
คิดว่าหลังประกาศใช้บทเฉพาะกาลนี้ จะนำไปสู่ระบบการปกครองที่เขาหวังว่า ด้วยลำพังกำลังของคนสองกลุ่มนี้จะทำให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและคนในสังคมที่อยู่ภายใต้ประชาธิปไตยต้องสยบยอม ในความเห็นส่วนตัวแล้วคือเป็นไปได้ยากที่คนในสังคมจะยอมคนทั้งสองกลุ่ม มันอาจยังเป็นไปได้อยู่ถ้ามีกระบอกปืนจี้อยู่ที่หัวแล้วบอกให้เรายอม แต่ในระยะยาว สังคมไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะยอมได้เพราะจะมีปัญหาต่างชาติไม่รับรอง เศรษฐกิจไม่ขยับ จึงต้องทำให้ประเทศนั้นอยู่ในสถานะที่ไม่ห่างไกลจากมาตรฐานของสังคมโลกมากเท่าใดนัก
ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการอิสระ
รัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหารไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยแน่นอน โดยส่วนตัวนั้นไม่ชอบที่มาของร่างรัฐธรรมนูญนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เขาก็ยึกยักกันแต่ต้น ยอมบ้างไม่ยอมบ้าง สุดท้ายก็ยอมที่ คสช.เรียกร้อง คือถึงที่สุดนี่ก็เป็นละครการเมืองอย่างหนึ่ง การร่างรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมายขนาดนี้ ขนาดว่าหมดเดดไลน์ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็ยังปรับกันได้ตลอด แสดงว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะเอาหลักการเนื้อหาใหญ่ๆ ก็ใช้เวลาไม่นานหรอก พวกเขาเล่นเทคนิคเท่านั้นเอง
ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนตัวยังไม่ค่อยเห็น แต่อย่างน้อยในลู่ทางที่ดีคือโหมดสิทธิเสรีภาพมีไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 อันนี้คือเท่าที่ทราบมา หมวดการปกครองท้องถิ่น ยังไม่ชัดเจน ไม่ดีขึ้นกว่าปี 2550
ประเด็นที่มานายกฯ จริงๆ แล้ว แม้แต่ที่ประเทศอังกฤษก็ไม่ได้เขียนระบุไว้ว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. แต่ในที่สุดก็กลายเป็นธรรมเนียมเขา แต่ในกรณีของไทย โดยหลักก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่เรามีวิวัฒนาการมาแล้วตั้งแต่พฤษภาทมิฬปีཟ คุ้นเคยกันว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ควรมาจากสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นคนเลือก
ในครั้งนี้หลังประกาศใช้บทเฉพาะกาล คิดว่าจะไม่นำไปสู่อะไรใหม่ๆ แต่จะกลับย้อนถอยหลังไปสู่ปี 2521 ไม่มีอะไรวิวัฒนาการขึ้น แต่ของแบบนี้ก็เป็นที่พูดกันว่า สิ่งใหม่ก็พยายามจะเกิดขึ้น สิ่งเก่าก็ไม่ยอมไปเสียที เลยเกิดภาวะสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นตามคำพูดอันโตนีโอ กรัมชี ซึ่งเป็นนักปรัชญาบอกว่า “โลกเก่ากำลังตายจากไป แต่โลกใหม่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้เกิดขึ้นมาให้ได้ ณ เวลานี้แหละที่ปีศาจอสูรกายก็จะปรากฏ” (The old world is dying away, and the new world struggles to come forth : now is the time of monsters)

