‘นิกร’จี้กรธ.เคาะอำนาจส.ว.แค่เฉพาะกาล ฟันธงได้รบ.ผสม เสถียรภาพการเมืองต่ำ พรรคขนาดกลางแฮปปี้ พรรคเล็กอันตรายเหตุสายป่านสั้น
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวถึงการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า น่าเห็นใจ เพราะในมุมของกรธ.ก็คงถอยให้เต็มที่แล้ว แต่ก็ต้องถอยอีกก้าวหนึ่งจนหลังพิงฝาถอยต่อไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่มาและอำนาจส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทางรัฐบาลให้น้ำหนักเป็นอย่างมาก ทางชทพ.สนใจเรื่องอำนาจมากกว่าที่มา เพราะถ้าส.ว.มีอำนาจเพียงแค่กลั่นกรองกฏหมายจะให้มาจากการสรรหา หรือแม้แต่จะแต่งตั้งก็ยังรับได้ การปรับแก้ล่าสุด มองว่ากรธ.ยังรักษาระยะของตนเองไว้ได้ เพราะกรธ.ยังไม่ให้ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เช่นเดียวกับ การยืนยันให้พรรคการเมืองต้องเปิด 3 รายชื่อนายกรัฐมนตรีอยู่ แม้จะเพิ่มอำนาจให้ ส.ว.เข้ามามีส่วนในการปลดล็อกบทบัญญัติดังกล่าว แต่ยังถือว่า กรธ.ยังไม่ได้มอบอำนาจการเลือกนายกฯโดยตรงให้กับ ส.ว.
ซึ่งอำนาจทั้ง 2 ประเด็น ชพท.มองว่า ยังมีอำนาจเท่าเดิมตามกรธ.ถอยครั้งแรก ส่วนการปรับแก้ที่มาส.ว.ตามบทเฉพาะกาลใหม่นั้น มีการเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก เรียกว่า เป็นการแต่งตั้งก็ยังได้ ทั้งยังเป็นการแต่งตั้งตั่งแต่ต้นทาง จนถึงทางปลายทั้ง 2 รูปแบบ เพราะกรรมการสรรหา แต่งตั้งโดย คสช. และเมื่อคัดได้ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก คสช.อีกครั้ง เช่นเดียวกับ การเลือกตั้งไขว้ แม้จะมอบให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ แต่ขั้นตอนสุดท้ายก็ต้องเสนอ คสช.คัดอยู่ดี รูปแบบนี้ผลจะออกมาดีหรือไม่ผู้แต่งตั้งก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนด้วย ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจชั่วคราวของ ส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีตามบทเฉพาะกาลเท่านั้น เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญกันไม่ให้คนอื่นแก้ แต่ตนอยากจะขอคำยืนยันในอนาคตด้วย เพราะนอกจากพิทักษ์คนอื่นแล้ว ส.ว.จะต้องพิทักษ์ตัวเองด้วย โดยจะไม่มีแก้ไขให้อำนาจชั่วคราวของตัวเองตามบทเฉพาะกาลนี้เป็นอำนาจไปตลอดกาล เพราะมิเช่นนั้น จะเป็นการเอาเปรียบกันในทางการเมือง
นายนิกร กล่าวว่า แน่นอนว่าการเมืองหลังจากนี้ คงมีสาระสำคัญอยู่ที่วิธีการเลือกตั้ง โดยกรธ.ยึดวิธีการเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่เล็กลง อาจจะได้ส.ส.แบบเขตเพิ่มขึ้น แต่จะได้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อน้อยลงแน่นอน ขณะที่พรรคขนาดกลางมีโอกาสมากขึ้น แต่ก็จะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่มีขนาดกลางเพิ่มขึ้นด้วย แต่สำหรับพรรคขนาดเล็กจะอันตรายมาก เพราะต้องส่งผู้สมัครจำนวนมาก โดยที่ตัวเองมีสายป่านไม่ยาว แล้วยังต้องแข่งกับพรรคขนาดใหญ่ ยากมากที่จะชนะ เมื่อไม่ได้ส.ส.แบบเขตก็จะไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย ด้วยบริบทแบบนี้ จึงมองไม่ออกว่า พรรคไหนจะได้ตั้งรัฐบาล
ดังนั้นการเมืองไทยหลังจากนี้จะต้องมีรัฐบาลผสมค่อนข้างแน่นอน จึงอยู่ที่ว่า ฝ่ายไหนจะใช้วิธีการทั้งบนดินและใต้ดินรวมพรรคได้มากกว่ากัน และเมื่อเป็นรัฐบาลผสมจึงทำให้เสถียรภาพรัฐบาลต่ำ แต่ต้องทำงานหนักมาก เพราะต้องสร้างสมดุลในเรื่องนโยบายระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลในระยะเปลี่ยนผ่านจะต้องตกอยู่ภายใต้กรอบที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งหน้าที่ของรัฐ ทั้งแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และวาระการปฏิรูป โดยทั้งหมดจะมี ส.ว.เป็นผู้กุมบังเหียนอยู่ ทั้งหมดจึงทำให้รัฐบาลต่อไปมีเสถียรภาพน้อย แต่มีแรงกดดันมาก โดยที่ไม่มีผลงานที่สามารถตอบสนองตามที่ประชาชนเรียกร้องได้ เพราะไม่มีความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เพราะต้องแบบภาระตามรัฐธรรมนูญ จึงทำให้รัฐบาลทำงานยากมาก
