ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ปีจอ ที่ตรงกับวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาลพอดิบพอดี
เช่นเดียวกับทุกสัปดาห์ วงล้อข่าวยังคงหมุนต่อไปอยู่เรื่อยๆ และมีข่าวที่น่าติดตามอยู่ไม่น้อย
ข่าวบางข่าว เข้ามาแล้วก็จากไป แต่ในรอบสัปดาห์นี้ สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจยังคงเป็นข่าวต่อเนื่องที่หลายคนยังติดตามแบบเกาะติด
ว่าแล้วก็รีบอ่านโดยพลัน
ฮิตแรก : เพล้ง!! คลิปเสียงจากอังกฤษ สั่นสะเทือนตรุษจีนครม.

ไม่รู้ว่าความรักของนายกฯ ที่มีต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “รักผม รักรองนายกฯ ผมด้วย” จะช่วยยื้อความสัมพันธ์และความมั่นคงในตำแหน่งให้กับ “บิ๊กป้อม” ได้มากเท่าใด เมื่อสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
เมื่อสื่อนอกอย่าง บีบีซีไทย เปิดคลิปเสียงที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่หลายคนกระซิบๆมาว่า สนิทสนมกันกับคนข้างกายนายกฯ ) เอ่ยพาดพิงถึงกรณีนาฬิกาหรู กับเหล่านักเรียน ข้าราชการ ในประเทศอังกฤษ คีย์เวิร์ดชัดๆโดนๆพูดเลยว่า ถ้าเป็นตนก็คงออกไปตั้งแต่นาฬิกาเรือนแรกแล้ว แถมยังพูดอีกว่า ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร พูดแล้วจะไล่ผมออกหรือ ทั้งยังว่า เป็นคณะรัฐมนตรีก็ใช่ว่าจะต้องคิดเหมือนกันหมด
แพร่สะพรัดไปขนาดนี้ ใครจะออกมาบอกว่าข่าวปลอมก็คงจะยาก เล่นเอาสั่นคลอนพล.อ.ประวิตร ที่กำลังเดินทางไปประเทศลาว ถึงกับสตั้นเล็กน้อย หลังจากบินกลับจากประเทศอังกฤษ นพ.ธีระเกียรติจึงได้รีบเดินทางเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเคลียร์ใจกับพล.อ.ประยุทธ์ทันที ท่ามกลางกระแสสะพรัดว่า รมว.ศธ.ยื่นใบลาออกเรียบร้อยแล้ว กลับกลายเป็นว่าหลังเคลียร์ใจ เจ้าตัวกลับเปิดโต๊ะแถลงว่า “ไม่ทราบว่ามีการบันทึกเทป ยอมรับว่าเป็นการผิดมารบาทกับเพื่อนร่วมครม. ขอโทษทั้ง 2 เรียบร้อยและก็คงไม่ลาออก” ทั้งหมดทั้งมวลแถลงเองไม่มีความกดดันอะไรอย่างที่หลายคนคาด

เมื่อบอกว่าเคลียร์ใจ นายกฯก็พูดชัดๆไปเลยว่า ไม่มีร้าว รักใคร่กันดี แต่พล.อ.ประวิตร กลับเจ็บคอ จะเอ่ยอะไรก็ดูจะลำบากเสียเหลือเกิน หลังจากวันนั้นไม่นาน ก็แทบไม่ได้เห็นหมอธี ร่วมงานกับครม.เสียเท่าไหร่ ท่ามกลางเสียงครม.ร้าวที่ยังไม่จบดี ก็เกิดเหตุที่เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เมื่อ โครม คนจากภายนอกขับรถชนอ่างบัวทำเนียบแตกยับรับตรุษจีน แม้มูลค่าจะไม่ได้สูงเท่าไหร่ แต่อ่างบัวดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ควักเงินส่วนตัว 5000 บาทซื้อมาปรับภูมิทัศน์ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างดี
หลายคนวิจารณ์แซ่ด ว่านี่หละลางร้าย เจ้าหน้าที่จึงได้รีบเอาโคมแดง 6 คู่ มาติดทางเข้า – ออก รอบทำเนียบตามคำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กะว่าจะช่วยบรรเทาได้เล็กน้อย มิวายสดๆร้อนๆ เย็นย่ำวันนี้ เกิดเหตุไฟไหม้ลอยพุ่งหลังธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบฯ ต้นเพลิงเกิดจากกระดาษที่คาดว่าจะเป็นบุหรี่ที่โยนลงมาจากชั้น 2 ของอาคาร ถ้าเชื่อเรื่องดวงนี่ก็อาจจะเป็นลางร้ายอีกประการหรือไม่ใครจะรู้
ยิ่งตอกย้ำกันมากขึ้นเมื่อ ข่าวลือเริ่มสะพัดว่าหมอธี ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วจริงๆ รอเพียงความชัดเจนเท่านั้น
ครม.จะร้าวหรือไม่ หมอธีจะลาออกหรือเปล่า คงไม่สำคัญเท่ากับว่า ประเด็นความโปร่งใสของเรื่องนาฬิกาหรู ที่จนบัดนี้ยังคงไม่ได้คำตอบ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่รู้สึกว่าจะฟังอย่างไรก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก จน 8 หมื่นคนร่วมลงชื่อใน change.org เรียกร้องให้พล.อ.ประวิตรออกจากตำแหน่ง
แม้จะแก้เกมส์ด้วยการจัดทำโพลล์ต่างๆขึ้นมา อย่างไม่รู้ที่่มาแน่ชัด มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไม่กี่ร้อยคน แต่มีคนร่วมลงชื่อสนับสนุนบิ๊กป้อมนับหมื่นก็ตาม แถมหอการค้ายังเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่นไทยว่าแย่ลง มีการรับเงินใต้โต๊ะพุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี
จนเริ่มไม่แน่ใจว่า ที่ว่า “ปฏิรูป” อย่างที่เขาบอกไว้ จะเป็นจริงอย่างสัญญาหรือเปล่า
——-
ฮิตที่สอง : 10 กุมภาฯ “คนอยากเลือกตั้ง” ออกรวมพลต้านการสืบทอดอำนาจของคสช.ตามนัด

แม้ว่า ก่อนถึงวันนัดหมายเพียง 1 วัน จะมีความพยายามในการหาเหตุที่อาจทำให้การทำกิจกรรมต้องสะดุดหยุดลงก็ตาม ทั้งการหมายจับ 4 แนวร่วมนักกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น นายรังสิมันต์ โรม จากกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย “จ่านิว” สิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ จากกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ทนายอานนท์ นำพา ทนายนักสิทธิมนุษยชน และ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรม ฐานไม่มารายงานตัวตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน 2 ครั้ง จากที่ไปรวมพลกันที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 27 มกราฯที่ผ่านมา รวมไปถึงความพยายามในการบล็อกพื้นที่ชุมนุมด้วยการเนรมิตสวนขนาดย่อมๆขึ้นบริเวณโดยรอบเกาะกลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนภายในไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่คนอยากเลือกตั้งจะออกมารวมพล
ขณะที่ เช้าวันที่ 10 กุมภาฯ นายเอกชัย หงส์กังวาน 1 ใน 4 แนวร่วมที่ถูกออกหมายจับได้ถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านพักย่านลาดพร้าว จึงทำให้มีการจับตามองกันว่าอีก 3 คนที่เหลือจะออกมารวมพลได้ตามที่ได้นัดหมายได้หรือไม่ โดยที่บรรดาแนวร่วมคนอยากเลือกตั้งทุกเพศทุกวัยทยอยเดินทางมาเฝ้ารอกันตั้งแต่ช่วงสายๆ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงฝ่ายความมั่นคงอื่นๆที่คุมเข้มหาข่าว และรักษาความปลอดภัย ตั้งจุดคัดกรอง ถ่ายรูปบัตรประชาชนทุกคนอย่างเข้มข้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่สัญจรไปมา แม่ค้าพ่อค้าที่จะต้องการเดินผ่านเข้าไปยังบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ล่วงเลยเวลานัดหมายมาไม่นาน 3 แนวร่วมที่ถูกออกหมายจับ ไม่ว่าจะเป็น จ่านิว โรม รวมไปถึง ทนายอานนท์ ก็ปรากฏตัวสบทบร่วมกับนักกิจกรรมคนอื่นๆ อาทิ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว เป็นต้น โดยใช้ฐานโค่นต้นไม้บทฟุตบาท ถ.ราชดำเนิน เป็นเวทีไฮปาร์ค ให้บรรดาลุงๆป้าๆพ่อยกแม่ยกคนอยากเลือกตั้ง รวมไปถึงที่คนติดตามการไลฟ์สดอยู่ทางบ้านได้ร่วมรับฟัง พอถึง 2 ทุ่มตามเวลาที่ได้ขอกับเจ้าหน้าที่ 3 แนวร่วมที่ถูกออกหมายจับก็เดินเข้ามอบตัวตามที่ถูกออกหมายจับ โดยได้ประกันตัวกันทุกคน แม้ว่า “โรม” จะถูกอายัดตัวไปที่จ.ขอนแก่น จากคดีเก่าตั้งแต่ช่วงก่อนประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม โดยยืนยันว่า จะรวมพลอีกครั้ง ในเร็ววันนี้
ช่วงหนึ่ง “โรม” ได้ไฮปาร์คตั้งคำถามที่พุ่งไปยังนักการเมืองจนกลายเป็นวลีเด็ดของการรวมพล 10 กุมภาฯที่ผ่านมา
“การต่อสู้เดียว คือต้องออกมาร่วมกัน ฝ่ายการเมือง ไม่ว่าเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นๆที่ประชาชนเคยเลือก ขอถามว่า 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ไหน หมดเวลาสำหรับคนที่สู้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชน หากใครไม่มา พวกนั้นไม่ใช่คนของประชาชน เมื่อมีเลือกตั้งอย่าไปเลือก เพราะในวันที่ยากลำบากที่สุดเขากลับไม่ปรากฏตัว”
ภายหลังจากจบกิจกรรม แต่ควันหลงต่างๆยังมีอย่างต่อเนื่อง
ฟากหนึ่ง คสช.ได้มอบหมายให้ทาง พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ปฏิบัติหน้าที่คณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับ 7 แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้งวันที่ 10 กุมภาฯ ในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามม.116 พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมอีก 43 คน ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุม มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คนอีกด้วย
แต่อีกฟากหนึ่ง กลับยังเกิดภาพอันเป็นกิจกรรมทำนองเดียวกันนี้ที่หน้า มช.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 100 คน รวมตัว พร้อมชูป้ายเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
แว่วว่าสุดสัปดาห์นี้จะมีรวมพลกันอีกที่ “หัวเมืองภาคอีสาน” โคราชจ.นครราชสีมา
———
ฮิตที่สาม : เมื่อไหร่จะจบสักที “สลากกินแบ่ง 30 ล้านเจ้าปัญหา”

เวียนมาถึงการออกสลากกินแบ่งงวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์แล้ว ก็ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ สำหรับคดีดังข้ามปี “หวย 30 ล้าน” ที่มีเรื่องให้อัพเดทกันอาทิตย์เว้นอาทิตย์
เหตุเริ่มต้นเมื่อ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล ถูกสลากกินแบ่งหมายเลข 533726 งวดประจำวันที่ 1 พ.ย. 2560 ก่อนจะนำไปขึ้นเงิน รับเหนาะๆ 30 ล้านบาท กลายเป็นเศรษฐีใหม่ ก่อนนำเงินไปใช้ส่วนหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย แต่เรื่องกลับไม่ได้แฮปปี้ เอนดิ้งอย่างที่อดีตตำรวจคาดคิด เมื่อ ครูปรีชา ใคร่ครวญ ได้ออกมาแจ้งความว่าตนถูกสลากกินแบ่ง เลขเดียวกันเป๊ะ และทำหายไป ทำให้เงินในบัญชีของร.ต.ท.จรูญ ถูกอายัดไปในทันที
เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดคดี หวย 30 ล้าน เจ้าปัญหายาวนานข้ามปี
เมื่อต่างฝ่ายต่างยกพยาน หลักฐานมาประชันกันสุดฤทธิ์ ฝั่งหนึ่งมีพยานผู้ขายให้ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีล็อตเตอรี่อยู่ในมือ จนกระทั่งเมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็ได้ออกมาแถลงข่าวตรวจพบลายนิ้วมือของร.ต.ท.จรูญ บนสลากกินแบ่ง แต่ไม่พบของครูปรีชาเลยสักนิด ทำให้สังคมเชื่อไปว่าสลากกินแบ่งชุดนี้เป็นของคุณตำรวจจริง แต่ยังไม่ทันจะข้ามวันดี ทั้งพล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผบช.ภ.7 และครูปรีชาก็ออกมาเบรกเอี๊ยด ว่าอย่างไรก็ไม่คอนเฟิร์มว่าหวยชุดนี้ไม่ใช่ของครูปรีชา นั่นก็เพราะร.ต.ท.เป็นคนนำเอาล็อตเตอรี่ชุดนี้ไปขึ้นเงิน ยังไง๊ยังไงก็ต้องมีรอยนิ้วมือให้เห็นเป็นแน่แท้
ทำเอากองเชียร์ล้อฟรีกันเป็นแถบๆ
และก่อนหวยงวดที่ 1 กุมภาพันธ์จะออก พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เจ้าของคดี ก็ได้ฤกษ์ออกมาแถลงข่าวปิดคดี ร่ายยาวตั้งแต่มีพยานยืนยันว่ายี่ปั๊ว 5 เจ้าขายมาให้กับแม่ค้าที่ตลาดเรดซิตี้ อ.เมือง กาญจนบุรี ตรวจสอบเพิ่มได้อีกว่ามีแม่ค้าที่ขายให้กับครูปรีชาจริงตามพยานหลักฐาน ขณะที่ร.ต.ท.ยืนยันไม่ได้ว่าซื้อจากแม่ค้าคนใด แถมยังมีพยานที่ออกมาให้การว่าเห็นร.ต.ท.จรูญเก็บสลากกินแบ่งชุดดังกล่าวได้อีกด้วย เมื่อทุกอย่างเข้าทางครูปรีชาก็เป็นอันแถลงสรุปปิดคดี เตรียมออกหมายเรียกคุณตำรวจจรูญมาให้การ โดยที่ยังไม่มีใครได้เห็นคลิปวิดีโอที่ครูปรีชาอ้างว่า มีภาพบันทึกไว้ตอนร.ต.ท.จรูญเก็บสลากกินแบ่งได้
สร้างความงุนงงให้กับคอข่าว คอหวยกันไม่น้อยว่า พยานเพียงเท่านี้ยังไม่สู้ดีเอ็นเออีกเชียวหรือ
แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังคงไม่หยุดยืนยัน แอบเปิดประเด็นว่ามีฝ่ายหนึ่งขอแบ่งเงิน 50/50 กันไปอีก พากันไปสาบงสาบานด้วยความมั่นใจหน้าศาลหลักเมืองกันเสร็จ
เมื่อคดีนี้เป็นที่สนใจ แถมมีการพาดพิงเมื่อ ร.ต.ท.จรูญออกมาพูดว่า เหมือนๆกับครูปรีชาจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทำให้กังวลใจเรื่องนี้ไม่น้อย กองปราบปรามจึงได้นำเอาคดีนี้ ไปดูแลเองจากที่เคยเป็นคดีของภาค 7 สั่งตรงจากผบ.ตร.เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทันที
งานนี้เริ่มสนุกทันทีเมื่อ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.กองปราบปราม ลุกมาดูแลคดีนี้ด้วยตัวเองทันที เรียกทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสอบ และนำลงพื้นที่ตรวจหลักฐานกันชัดๆ รับคดีมาไม่นานก็เปิดหลักฐานชัดๆอย่างคลิปเสียง 2 คลิป ของครูปรีชาและแม่ค้าสลากฯ เจ๊บ้าบิ่น ที่เจ๊แกโทรไปบอกครูปรีชาว่ารางวัลใหญ่ แม้ครูจะเบรกๆว่าไม่ได้ซื้อเลขนี้ แต่เจ๊ก็ยืนยันว่าต้องใช่ ต้องใช่แน่ๆ และโทรมาย้ำถึง 2 ครั้งด้วยกัน ยัง ยังไม่เท่านั้น หลังจากคลิปโผล่ครูปรีชาแอนด์เดอะแก๊งก็ค่อยๆเงียบหายไป แต่ยังมีเพื่อนเจ๊บ้าบิ่นที่ออกมาพูดว่า เสียงนี้ไม่ใช่แน่ๆ แต่เป็นลูกค้าประจำอีกคนต่างหาก ขัดกันกับเด็กๆของครูที่ออกมาโพสต์ว่า เสียงเหน่อกาญอันเป็นเอกลักษณ์นี้มันครูแน่ไม่มีเป็นอื่น แม้ว่าจะไปเผชิญหน้ากันบนชั้นศาลแล้วเรียบร้อย แต่ทั้งคู่ก็ยังมีความมั่นใจอย่างที่สุดอยู่ดี
เรื่องราวยิ่งน่าติดตามมากขึ้นเมื่อ “บิ๊กหมู” พล.ต.ท.ฐิติราช สั่งกองปราบระดับกำลังร้อยนายค้นจุดหาหลักฐาน พร้อมเชิญตัวเจ๊บ้าบิ่น จากเคหสถานมาสอบปากคำมาราธอน 18 ชั่วโมง แม้จะยังไม่มีผลสอบปรากฏชัดเจน แต่ก็แง้มว่าให้โอกาสแล้ว จากนี้คงต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไป นอกจากนี้ยังเรียก พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เข้าสอบปากคำอีกด้วย
โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่เตรียมจะประชุมนัดแรก ย้ำได้รู้คำตอบ 17 ก.พ.นี้แน่นวล
ส่วนงานนี้จะมีจุดจบเหมือนคดี “ครูจอมทรัพย์” อย่างที่บิ๊กหมูเคยแง้มไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น คนไทยก็คงต้องติดตามต่อไป แต่ที่แน่ๆ หลายคนก็อดบ่นไม่ได้ว่า เบื่อแล้วจ้า เรื่องหวยๆ
——–
ฮิตที่สี่ : วิกฤตอิตาเลียนไทย เมื่อเปรมชัย ปลิดชีวิตเสือดำ ที่ทุ่งใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ คนทั้งประเทศคงไม่คิดว่า ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างอย่าง อิตาเลียน ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จะฮือฮา (ในแง่ลบ) ขนาดนี้ ยิ่งกับตัว เปรมชัย กรรณสูต เอง ก็คงไม่จะไม่คิดถึงจุดๆนี้ ในวันที่เดินทางเข้าป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทิศตะวันตก และปลิดชีพเสือดำตัวหนึ่ง
เช้าวันหนึ่งเมื่อคนไทยตื่นขึ้นมา ก็ต้องพบกับข่าวครึกโครม เมื่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทิศตะวันตก นำโดย วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตฯ ได้บุกจับกุมตัวนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริษัท อิตาเลียน ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 4 คน หลังตรวจพบอาวุธปืนที่บริเวณป่าห้วยปะซิ และซากสัตว์ต่างๆ รวมทั้งเสือดำ เหตุการณ์ในวันนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช ได้ยินเสียงปืน จึงเข้าไปตรวจค้นแคมป์ที่พักของนายเปรมชัยที่ลักลอบตั้งแคมป์ให้จุดห้วยปะซิ ซึ่งเป็นจุดที่ไม่อนุญาตให้ตั้งแคมป์ด้วยมีความเปราะบางทางระบบนิเวศ แต่นายเปรมชัยต่อรองว่าเป็นเวลาใกล้ค่ำ กลัวจะมีอันตรายได้ ผ่านไปเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นายธานี ทุมมาศ หนึ่งในคณะกำลังยิงกระรอกป่าพอดิบพอดี จึงได้เข้าไปตรวจค้นอย่างละเอียด และก็ได้พบกับอาวุธปืน 3 กระบอก พร้อมซากไก่ฟ้าหลังเทา เนื้อเก้ง และซากเสือดำ ที่ถูกถลกหนังอย่างไร้รอยแผล ทาเกลือบนผิวเป็นอย่างดี (ภายหลังมีนักวิชาการบางคนได้ออกมาให้ข้อสังเกตว่าซากเสือดำที่พบ อาจจะเป็นเพียงแค่ลูกเสือดำเท่านั้นด้วย)
ทั้งหมดเดินทางเข้าไปด้วยรถโตโยต้า แลนด์ครุยเซอร์ สีน้ำตาลอ่อน ในความครอบครองของซีอีโออิตาเลียน – ไทย พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ยอมรับว่าทราบถึงกฎ ระเบียบในการเข้ามาเที่ยวเป็นอย่างดี
จากเรื่องที่เกิดที่ทุ่งใหญ่ กลายมาเป็นที่สนใจของสังคมทันที อารมณ์ของคนพุ่งทะยานขึ้น เพราะนอกจากจะฆ่าสัตว์ป่าแล้ว พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปได้ ต้องได้รับการอนุญาตเสียก่อน หลายคนออกมาแฉว่าวิธีการจัดการกับสัตว์ เรียกว่าระดับมือพระกาฬ หลายฝ่ายยกว่ากรณีนี้ดูจะคล้ายกับ 14 ตุลา 2516 ทีเดียว
แน่นอน เปรมชัยให้การปฏิเสธทุกข้อหา โดยอ้างว่านี่คือการเดินทางเข้าทุ่งใหญ่ ครั้งที่ 2 ในชีวิต อยากจะศึกษาธรรมชาติ เพราะว่าแก่มากแล้ว ก่อนที่ศาลจะให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 150,000 บาท วันต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าบุกค้นบ้านนายเปรมชัย เกือบ 3 ชั่วโมงโดยไร้วี่แววของพรานไฮโซ ที่สำคัญคือพบปืนกว่า 40 กระบอก และมีงาช้าง 2 คู่ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สำนักข่าวก็เปิดเผยคลิปเสียงของนายเปรมชัย ขณะกำลังเจรจ่าต่อรองกับเจ้าหน้าที่ว่า “กฎหมายมีช่อง อยากได้อะไรจะหามาให้หมด” ในอีกมุมหนึ่ง หัวหน้าวิเชียร ก็ได้รับความสนใจจากชาวเน็ต ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลามให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป

ไม่ช้าไม่นายเมื่อสังคมกำลังสนใจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ได้เรียก นายวิเชียร ชิณวงษ์ และ นางสาวกาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าสอบ โดยหัวหน้าวิเชียร ให้ปากคำว่านายเปรมชัย ได้พยายามเสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ ขณะที่ ผอ.กาญจนา เปิดชื่อว่า “นายนพดล พฤกษะวัน” อดีตบิ๊กกรมอุทยานเป็นผู้ประสานงาน ให้นายเปรมชัยเข้าพื้นที่ ซึ่งเมื่อตำรวจออกหมายเรียกเจ้าตัวก็ปรี่เข้าไปให้ปากคำหลายต่อหลายชั่วโมง โดยยอมรับว่าเป็นที่ปรึกษาบริษัท ได้ติดต่อจริงแต่ไม่เคยทราบเรื่องการล่าสัตว์มาก่อนเลย
แน่นอนว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้บานปลายเพียงแค่เรื่องการแจ้งข้อหา นายเปรมชัย ติดสินบนเจ้าหน้าที่ หรือ ฆ่าสัตว์ป่าสงวน แต่ยังลามไปถึงอิตาเลียน – ไทย ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักโดยเฉพาะเรื่องทุจริตต่างๆ เช่นเดียวกับที่ดินของนายเปรมชัย ในพื้นที่ อ.ภูเรือ หรือ รังเย็นรีสอร์ต ที่นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต กว้านซื้อที่ดินไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีที่ ได้ข่าวแซ่ดมาว่ามักมีสัตว์จำพวกหมูป่าอกมาหากินตามชายป่า แถมนายเปรมชัยยังชอบซื้อไก่มาปล่อยและล่าอีกด้วย งานนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล นำทีมเข้าตรวจสอบพื้นที่ ภูเรือวโนทยาน ด้วยตัวเอง พบรุกที่ป่า 6215 ไร่ ค่าเสียหายรัฐ 600 ล้านบาท แจ้งความดำเนินคดีกรรมการบริษัท ซี พี เค ที่มีเปรมชัยนั่งเป็นกรรมการบริหารด้วยทันที เมื่อพื้นที่นี้เป็นแหล่งสำคัญทางระบบนิเวศน์ เป็นแหล่งต้นน้ำเปราะบางสำคัญทางธรรมชาติ ที่ทำให้ชาติเสียหายอย่างมหาศาล
นี่ยังไม่รวมการสอบร้านอาหารที่นายเปรมชัยแวะซื้ออาหารก่อนเข้าไปล่าสัตว์ครั้งนี้ ทำนองว่าจะซื้อเนื้อเสื้อดำจากร้านเข้าไปรับประทาน!! ซึ่งกว่าปืนที่เป็นหลักฐานจะถึงผู้บังคับการตำรวจพิสูจน์หลักฐานกลาง ก็ผ่านไปมากกว่า 10 วัน ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตรวจเขม่าดินปืนดูกันอีกที ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจค้นเจอกระดูกของสัตว์ที่คาดการณ์กันว่าอาจเป็นกระดูกของเสือดำที่กินแล้วถูกโยนทิ้งลงน้ำก็เป็นได้
แม้ว่าเรื่องราวตอนนี้ยังคงจบไม่ลง และยังไม่ปรากฏนายเปรมชัยให้เห็นนับแต่ออกจากป่า แต่คนไทยก็คงยังติดตามข่าวนี้ต่อไป พร้อมแฮชแทก #blackpantherwaskilledinThailand ที่แม้ไม่ขึ้นเทรน แต่คนก็ยังรีทวิตกันกระจาย
——–
ฮิตสุดท้าย เมื่อคนกรุงผวา “วิกฤตฝุ่นควัน” คุกคามพลเมือง

“คำว่ารัก มันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว”
ช้าก่อน หากใครเข้าใจว่านี่คือการเกาะกระแสวันแห่งความรัก ขอบอกว่าคุณกำลังคิดผิด หรือหากใครว่านี่คือการเกาะกระแสวงบิ๊กแอส ที่กำลังมีเรื่องมีราวจากการเล่นเพลงตัวเองแล้วโดนฟ้องเรื่องลิขสิทธิแล้วละก็
คุณก็คิดผิด
แต่วันนี้เรากำลังจะพูดถึงเรื่อง “ฝุ่น” ล้วนๆในมหานครกรุงเทพฯ ที่สร้างความตื่นตกใจให้กับคนเมืองไม่น้อย
เมื่อจะเริ่มพูดกันถึงเรื่องฝุ่น ก็ต้องย้อนกลับไปกันยาวถึงช่วงเดือนที่ผ่านมา ช่วงที่คนกรุงได้หนาวกันแบบฟินๆ นั่นแลคุณผู้อ่าน คงจำกันได้ว่า หลายคนถ่ายภาพยามเช้าโพสต์ลงโซเชียลกันขำๆ ด้วยคิดว่าเมืองหลวงนี้หนาวจนกระทั่งมีหมอกยามเช้า ทันใดนั้นก็มีนักวิชาการออกมาเบรกทันทีว่า เปล่าเลย สิ่งที่คุณเห็นมันคือ “ฝุ่นควัน” ที่เกินมาตรฐานอยู่ ต่างหากเล่า
อย่างกับเมืองปักกิ่ง!! เลยเชียวคุณ
แถมทั้งกรมควบคุมมลพิษ และกรมควบคุมโรค ก็ออกมาเฟิร์ม ฟันฉับไปเลยว่า ตรวจพบฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ พีเอ็ม 2.5 สูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งกรมควบคุมโรคบอกไว้ว่าค่าพีเอ็ม 2.5 นี้ ต้องไม่เกิน 0.05 มก. ต่อลบ.ม. แถมยังออกมาบอกอีกว่า ฝุ่นละอองระดับนี้เรียกได้ว่าเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายจ และการเป็นมะเร็ง อีกทั้งหน้ากากอนามัยที่ใช้ๆกันอยู่นี้ กรองฝุ่นแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ก่อให้เกิดการตั้งคำถามทันที เพราะหลายคนที่กำลังวิ่งอยู่ในสวนสาธารณะไม่เคยรู้ตัวเลยว่า สุขภาพดีที่ได้จากการวิ่งต้องเสี่ยงกับโรคอื่นๆที่ถามหาอีกหรือเปล่า นั่นยังไม่รวมถึงประเด็นของความไม่รู้ของคนกรุง ที่ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆให้ได้รู้เลย และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน หลังจากที่ภาคเหนือได้ประสบกับการเผาป่าจนเกิดควันมาแล้วหลายปี
ไม่นานมานี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว คนกรุงก็ต้องตั้งคำถามอีกครั้ง เมื่อเกิดกลุ่มจางๆบนท้องฟ้าอีกครั้ง เพลง “หมอกหรือควัน” ของพี่เบิร์ด ธงไชยก็ลอยเข้าหัวมาทันที ครั้งนี้กรมควบคุมมลพิษ ออกมารายงานสถานการณ์ว่า พบค่าพีเอ็ม 2.5 ในกทม. ถึง 69-94 มก.ต่อลบ.ม. ในพื้นที่ใจกลางเมือง เลยทีเดียว
แล้วฝุ่นควันที่ว่าเกิดจากอะไร เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ก็อาจจะบอกได้ว่าเกิดขึ้นทั้งจากควันรถ การก่อสร้างตึกสูงระฟ้าทั้งหลาย รถไฟฟ้า ทำถนน โครงการก่อสร้างทั้งหมดทั้งมวล อุตสาหกรรม ไปจนถึงการเผาไหม้ต่างๆของครัวเรือนก็เรียกว่าปัจจัยทั้งนั้น ขนาดเมรุเผาศพยังไม่เว้นด้วยเลย จะโทษใครเพียงอย่างเดียวก็คงยาก นักวิชาการบางคนออกมาพูดด้วยซ้ำว่า หากจะให้หมดการก่อสร้างต่างๆก็รอไปนู่น 1 ทศวรรษกว่า ให้รถไฟฟ้าสร้างเสร็จเสียหน่อย
อย่าว่าแต่คนกรุงจะมาโอดเลย อากาศแบบนี้ก็ทำเอาต้นชมพูพันธุ์ทิพย์งง ไม่ออกดอกบานสะพรั่งแบบทุกปีเหมือนกัน ดอกอื่นๆของกทม.ที่ไปเพาะไว้ (ที่ไหนบ้างก็ยังไม่ทราบ) ก็ไม่โตเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องออกมาแอคชั่น หลังจากให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ผู้ประกอบการช่วยกัน อย่างการเผาซังข้าว ตอข้าวก็อยากให้ช่วยลด เพราะก่อปัญหาหมอกควันได้ ด้วยเข้าใจว่าหน้าแล้งเตรียมปลูพืชกัน ไปไหนก็ให้ดูแลตัวเองหน่อย ใส่หน้ากากอนามัยไว้บ้าง แล้วก็รีบสั่งการให้ กระทรวงเกษตรไปทำฝนเทียมในพื้นที่เมืองกรุง ลดปัญหาฝุ่นควันทันที แต่ขณะนี้ทีมฝนก็ยังไม่สามารถปฏิบัติการได้สำเร็จ คนกรุงยังคงต้องใช้เวลารอ (อย่างที่เคย) กันเสียหน่อย เพราะอากาศไม่อำนวย แถม การจราจรในกรุงเทพฯก็ไม่อำนวย ทำให้ทีมงานไม่สามารถผิดเข้ามาทำฝนหลวงในพื้นที่กรุงเทพฯได้ ได้แต่บินดูทิศทางลมโดยรอบ ซึ่งมีการท้วงติงมาอีกว่า การทำฝนเทียมไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ถึงอย่างไรชาวกรุงฯก็คงต้องร้อง “ที่เธอเห็นแค่ฝุ่นมันเข้าตา ฉันไม่ได้ร้องไห้” กันต่อไป พร้อมๆกับการดูแลตัวเองและช่วยกันคนละไม้คนละมือ แม้ว่าเราจะไม่ได้เผาซังข้าวเพราะเราไม่มีนาข้าวอย่างที่เขาว่า แต่ก็ช่วยลดปัญหาฝุ่นควันได้ไม่น้อย ซึ่งหากภาครัฐจะช่วยติดจอแอลอีดีค่าฝุ่นควันให้เห็นกันจะจะบ่อยๆหน่อยก็คงจะดี เพราะนี่ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายสำหรับปัญหานี้อีกต่อไป

