แม้ว่าการเริ่มต้นจุดประกายผ่าน Start Up People เมื่อวัน ที่ 27 มกราคม จะถูกสกัดด้วย “มาตรการ” อันแข็งกร้าว
1 คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558
1 พรบ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยเฉพาะมาตรา 7 วรรคหนึ่ง
1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 สำหรับบางคน
แต่ผลอันเห็นได้ในการนำเรื่องส่งต่อศาล ไม่ว่าศาลแขวง ไม่ว่าศาลอาญา บางส่วนไม่ถูกดำเนินคดี ที่ถูกดำเนินคดีก็ได้รับประกัน
ตรงนี้เองที่นำไปสู่การชุมนุมในลักษณะเดียวกันอีกครั้งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ บนถนนราชดำเนิน
เหล่านี้สะท้อนอะไร
น่าสังเกตว่า มาตรการอันแข็งกร้าวจากคสช.ประสานกับตำรวจอาจทำให้ผู้ชุมนุมต้องคดี
ไม่ว่าเมื่อ 27 มกราคม ไม่ว่าเมื่อ 10 กุมภาพันธ์
แต่ถามว่ามาตรการอันแข็งกร้าวนั้นสามารถยับยั้งหรือยุติการชุมนุมได้หรือไม่
หากดูจากการเคลื่อนไหวที่เชียงใหม่ ก็ไม่สามารถยับยั้งได้
หากดูจากการประกาศการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันในตอนเย็นวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ลานย่าโม จังหวัดนครราชสีมา ก็ไม่สามารถยับยั้งได้
ยิ่งหากรับทราบ “โรดแมป ภาคประชาชน” จากกลุ่ม Start Up People ยิ่งมีความเด่นชัด ว่า มาตรการอันแข็งกร้าวไม่เป็นผลเพราะหากกลุ่ม Start Up People สามารถยืนระยะกิจกรรม และการเคลื่อนไหวไปถึงวันที่ 22 พฤษภาคม ได้ก็น่าคิด
น่าคิดและท้าทาย
จุดอันละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในทางการเมืองก็คือ จุดอันเป็นการปะ ทะในทาง “ความคิด”
สโลแกนก็คือ “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง”
ชื่อคดีอันเริ่มต้นที่ สน.ปทุมวัน ตามมายัง สน.สำราญราษฎร์ และสน.นางเลิ้ง คดีการชุมนุมของ”คนอยากเลือกตั้ง”
ความละเอียดอ่อนอยู่กับการปรากฏของฝ่าย”ตรงกันข้าม”
คนที่สกัด ขัดขวาง จะกลายเป็นคนไม่อยากให้มี”การเลือกตั้ง”ไปโดยปริยาย

