เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า กรณีที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยื่นบัญชีไว้ต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โดยแสดงบัญชีว่า ยังคงมีการถือหุ้น SCC จำนวน 5,000 หุ้น (เพิ่มขึ้น 800 หุ้นจากเดิม 4,200 หุ้น) ซึ่งหุ้นดังกล่าวอาจเป็นหุ้นของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ที่เข้าข่ายเป็นหุ้นสัมปทาน อันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 (2) นั้น เรื่องนี้ หากยึดตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 12-14/2553 จะเห็นได้ว่า รัฐมนตรีคนใดก็ไม่อาจถือหุ้นสัมปทานไว้ได้หลังจากเข้าดำรงตำแหน่ง แม้จะเป็นหุ้นที่มีมาก่อนก็ตาม ดังนั้น เพื่อความชัดเจน ก็ต้องร้องไปที่ กกต.ให้ทำการตรวจสอบและส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าว นพ.ธีระเกียรติให้ข่าวโต้แย้งว่าการถือหุ้นสัมปทานทำได้ตามความเห็นกฤษฎีกานั้น ตนตรวจสอบแล้ว ไม่พบความเห็นกฤษฎีกาดังกล่าว และเชื่อว่าความเห็นกฤษฎีกาจะหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ สำหรับความเห็นของนายวิษณุ เครืองงาม รองนายกฯ ที่กล่าวว่า กรณี รมว.ศึกษาฯ เป็นเรื่องการถือครองหุ้นเกิน 5% และเป็นกรณีที่ ป.ป.ช.จะไปตรวจสอบนั้น ตนเห็นว่า ความเห็นนายวิษณุไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 เพราะกรณีของ รมว.ศึกษาฯ เป็นเรื่องการถือหุ้นสัมปทาน หรือไม่ เป็นกรณีตามมาตรา 184 (2) ไม่ใช่เรื่องการถือหุ้นบริษัทใดเกิน 5% ตามมาตรา 187 แต่อย่างใด และก็เป็นอำนาจ กกต. หาใช่อำนาจของ ป.ป.ช.ไม่ สำหรับความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่กล่าวว่า ถ้า นพ.ธีระเกียรติ ถือหุ้นสัมปทานมาก่อนเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่มีความผิด โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 12-14/2553 ด้วยนั้น ตนเห็นว่า ความเห็นของนายมีชัยอาจไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะในคำวินิจฉัยระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. ถือหุ้นมาก่อนได้ แต่ไม่ให้ถือเพิ่มหลังจากดำรงตำแหน่ง และแม้จะถือเพิ่มเพียงหุ้นเดียวก็ไม่ได้ แต่สำหรับรัฐมนตรีนั้น มีเรื่องการห้ามคงไว้ด้วย ซึ่งความเห็นของนายมีชัย หาก รมว.ศึกษาฯเห็นคล้อยตามก็อาจนำไปอ้างให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่อย่าลืมว่านายมีชัยเมื่อคราวดำรงตำแหน่งประธาน สนช. ก็เคยทำหน้าที่ในการตรากฎหมายร่วม 200 ฉบับโดยองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งมาแล้ว ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างกฎหมายเหล่านี้จำนวน 7 ฉบับ ว่าตราโดยไม่ชอบ เพราะองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ความเห็นนายมีชัยจึงไม่ยุติ
“กรณีของ นพ.ธีระเกียรติถือหุ้น SCC นั้น ตนไม่เข้าใจเจตนาของนายวิษณุ หรือนายมีชัย ว่าทำไมจึงออกมาให้ความเห็นต่อกรณีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ตนยังเห็นว่า ความคิดเห็นของ นพ.ธีระเกียรติ หรือนายวิษณุ หรือนายมีชัย ยังไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องไปร้อง กกต.ตรวจสอบเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป โดยตนจะไปยื่นหนังสือร้องด้วยตนเองในวันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ อาคารบี” นายเรืองไกรกล่าว

