หน้าแรก การเมือง ถกเข้ม! วงเสว...

ถกเข้ม! วงเสวนาอนาคตสิ่งแวดล้อม-กลุ่มค้านโรงไฟฟ้าฯ ยัน บุกทำเนียบอังคารนี้

18.02.18 | 17:05 น.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วิชาระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม (ปก.356) โดย ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี, พรรคใต้เตียง มธ. และคณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัดเสวนา “อนาคตสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนไทยใต้เงา คสช.” โดยมี นายปกรณ์ อารีกุล, นายประสิทธิชัย หนูนวล, อ.พนัส ทัศนียานนท์ และนาง อังคณา นีละไพจิตร ร่วมเสวนา

อ.พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. ให้รายละเอียดเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมยุค คสช.ว่า สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน มีนโยบายให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ต่อมามีการแก้ไขให้มีระบบ EIA แต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงมีการตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมขึ้น จากนั้นมีการยกร่าง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 เพื่อยกเลิก พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2518 ให้มีผลบังคับใช้แทน จนใช้มาถึงปัจจุบัน โดย พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 เป็นจุดเริ่มต้นให้มีสิทธิชุมชน ในที่สุดสิทธิชุมชนก็ได้รับการยอมรับในการยกร่างปี 2544 แต่ในขณะนี้มีคำถามคือ สิทธิชุมชนเพิ่มมากขึ้น หรือถูกจำกัดลง นี่เป็นประเด็นให้พูดคุยต่อไป

“รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 สิทธิชุมชนได้รับการยอมรับอยู่ในมาตรา 43 นอกเหนือจากวงเล็บ1-2 มีการเพิ่มว่า ในสิทธิชุมชนมีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อเสนอแนะ ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพราะกำหนดว่าอะไรเป็นหน้าที่ของรัฐด้วย แทนที่จะเรียกว่าเป็นสิทธิที่เรียกว่าแสดงความคิดเห็น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา แต่การกำหนดผลกระทบตรงนี้คือผลกระทบรุนแรง เพราะใครจะเป็นผู้วินิจฉัยว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง เบื้องต้นผมคิดว่าอยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ โดยต่อไปจะมีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้น ซึ่งฟ้องร้องได้กับศาลปกครองและศาลปกครองเป็นผู้ตัดสินด้วย”

Advertisement

นายปกรณ์ อารีกุล นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิชุมชน ได้เล่าเรื่องจากภาพการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งจากการเคลื่อนไหวในรัฐบาลเลือกตั้งและรัฐบาล คสช. พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า คนรุ่นใหม่หลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะคนที่ทำกิจกรรมร่วมกันเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม การทำค่ายอาสา การไปบริจาคของ เป็นเพราะโครงสร้างการเมืองมีปัญหาในการจัดการ เราจึงเข้าใจว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมคือเรื่องการเมือง

“เราทราบดีว่ามีเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่มากมาย และมีคำสั่งหนึ่งคือ 17/2558 และ 74/2559 ให้นำที่ดินสาธารณสมบัติ เช่น ป่าสงวน เขตป่าไม้ถาวรมาทำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คำสั่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์เซ็นเปลี่ยนที่ดินป่าสงวนเป็นที่ดินราชพัสดุภายในคืนเดียว เป็นผลให้ชุมชนที่เคยอยู่กับป่าถูกให้ย้ายออก ถ้าโครงการเหล่านี้ดำเนินต่อไป เขาก็จะสู้”

นายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน แสดงความเห็นเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ว่าเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับการจัดโครงสร้างอำนาจกลุ่มทุนและรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลยุค คสช. ทั้งหมดนี้กลายเป็นกติกาและพลังอำนาจที่ไปจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นตัวขับเท่านัน

“ความเจ็บปวดประการถัดมาคือ เวลาทำรายงานสิ่งแวดล้อมทั้งกระบี่และพังงาเจอเหมือนกันคือกำลังทหารและตำรวจมีอาวุธครบมือ เราถูกตรวจอาวุธ เข้าฟังเวทีความเห็นไม่ได้ เป็นการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมท่ามกลางสงครามกลางเมือง สุดท้ายพอเกิดภาวะนี้ทำให้กระบวนการทางกฎหมายในการสร้างโรงไฟฟ้าทำได้ง่ายขึ้น วันนี้เราจึงต้องมาต่อสู้ หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องอดอาหาร เราทำทุกวีธีการ ใช้ความยากลำบากของชีวิตไปแลก เพื่อดูว่ารัฐบาลนี้จะคิดอย่างไร และเราคงไม่ถอยอีกแล้ว”

นายประสิทธิชัยกล้าวเพิ่มเติมว่า ในวันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ กลุ่มคัดค้านได้ประกาศว่าจะไปทำเนียบรัฐบาล หากที่ประชุม ครม.ให้คำตอบที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ทางกลุ่มยืนยันว่าไม่กลับบ้านแน่นอน

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงอุปสรรคในการเคลื่อนไหวปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนใต้เงา คสช. ว่า ช่วงปีที่ผ่านมา กสม. ทำการตรวจสอบสิทธิชุมชนหลายเรื่อง เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งคำสั่ง คสช.ไม่ได้บอกว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งต้องแยกแยะอย่างไร เช่น ป่าอนุรักษ์คืออะไร ต้องอนุรักษ์อย่างไร เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีความรู้ สิ่งสำคัญที่เกิดผลกระทบมากในคำสั่งเหล่านี้คือการให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการจับกุม กล่าวโทษราษฎร โดยในฐานะ กสม.เองก็กังวลเหมือนที่รัฐบาลกังวล ในการการออกคำสั่งที่ไม่มีความยืดหยุ่น และส่งผลกับราษฎร

“กสม.มีข้อเสนอแนะ เน้นย้ำถึงรัฐบาลคือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดและรับรู้ในการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐ ประชาชนสามารถโต้แย้ง คัดค้านกระบวนการจัดการของรัฐได้ รวมถึงต้องมีการสร้างหลักประกันว่าจะมีการไล่รื้อเป็นวิธีการสุดท้าย ตลอดจน เรากังวลเรื่องมาตราการการใช้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัว ปราบก่อน จับก่อน พิสูจน์ทีหลัง ควรมีหลักในการคุ้มครองก่อนจับ ก่อนฟ้องร้อง โดยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพตัวเองได้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ กลุ่มสหายสังคมนิยมได้เผยแพร่แถลงการณ์ฉบับหนึ่งก่อนเริ่มเสวนา ใจความว่า เนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดนั้น ทางกลุ่มขอแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนี้

1.ทางกลุ่มสนับสนุนการรวมตัวทางการเมืองของประชาชนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวเพื่อยุติอำนาจของ คสช.

2.ทางกลุ่มเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 44 และการดำเนินคดีทางการเมืองต่างๆ ภายใต้โวหาร “ความมั่นคงแห่งชาติ”

3.การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายใต้กรอบบรรทัดฐานของรัฐธรรมนูญ 2540 และห้ามการมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงตำแหน่ง

4.กลุ่มสหายสังคมนิยมสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ผ่านการกระจายอำนาจทรัพยากรทางเศรษฐกิจ

5.กลุ่มสหายสังคมนิยมเรียกร้องให้ผู้ที่ไม่พอใจต่อการปกครองของรัฐบาล คสช.รวมตัวตั้งคำถามตามช่องทางต่างๆ และพิจารณาให้เห็นถึงต้นเหตุของการกดขี่ประชาชน