ไปให้ไกลกว่าดราม่า! กรณีป้าทุบรถ กับความเข้าใจเรื่องผังเมือง-การเมืองท้องถิ่นกทม.

20.02.18 | 18:11 น.

จากกรณีคลิปดังโลกออนไลน์ หลังมีรถจอดขวางบริเวณประตูทางออกหน้าบ้านบ้านหลังหนึ่ง เมื่อเจ้าของบ้านจะขับรถออกก็ออกไม่ได้ กระทั่งมีการใช้กำลัง อาวุธ ทุบรถคันดังกล่าว ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่เห็นเหตุการณ์ หลังคลิปดังกล่าวได้รับการแชร์อย่างมากในโลกออนไลน์ เสียงวิจารณ์แบ่งเป็นสองฝ่าย ทั้งทำเกินกว่าเหตุ รวมถึงการสนับสนุนเพราะกระบะจอดรถอย่างไม่เหมาะสม

โดยเจ้าของรถกระบะเปิดใจต่อมาว่า เข้าใจผิดคิดว่าเป็นบ้านร้าง หรือบ้านที่อยู่ในการบังคับคดีเพราะมีป้ายปิดเต็มไปหมด   ขณะที่ เจ้าของบ้านที่ทุบรถตามคลิป ได้ออกมาแถลงรายละเอียดข้อเท็จจริงโดยยืนยันว่าตนเป็นผู้ก่อเหตุจริงพร้อมทั้งระบายความอัดอั้นจากผลกระทบที่ได้รับจากการมีตลาดอยู่โดยรอบที่พักอาศัยพร้อมทั้งยืนยันว่าตลาดละเมิดสิทธิพื้นที่หมู่บ้านที่เป็นที่พักอาศัย พร้อมกับได้มีการยืนฟ้องไปยังศาลปกครอง

“ถามว่าผิดหรือไม่ เรามาอยู่อาศัย แต่คนที่มาเป็นผู้บุกรุกขวางไม่ให้เราออก จะให้ทำอย่างไรโทรไปหาตำรวจ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ไม่มา ทุกคนในตลาดก็ยืนดู ยืนยันไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ แต่เป็นความชอบธรรมที่ต้องทำอย่างนั้น เป็นการปกป้องตัวเอง ถ้าเป็นบ้านคุณๆจะทำอย่างนี้หรือ” คุณป้ามือทุบรถกล่าว

ด้านนาย ธนะสิทธิ เมธพันธ์เมือง ผู้อำนวยการเขตประเวศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่จัดสรรที่สามารถสร้างตลาดได้ พร้อมทั้งยืนยันว่าศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่คุณป้ากล่าวอ้างแล้ว แต่ก็ยังถือว่าคดีไม่สิ้นสุด โดยระหว่างนี้กรุงเทพมหานครก็ได้บรรเทาความเดือดร้อนด้วยการผลักดันผู้ค้าที่กีดขวางบ้านผู้อาศัยให้เข้าไปในตลาดและมีการจัดการด้านพื้นที่จอดรถให้ดีขึ้นแล้ว

“พื้นที่ซึ่งมีการจัดตั้งตลาดหมู่บ้านเสรีฯมีการทำเป็นที่ดินจัดสรรตั้งแต่ปี 2526 หรือ 34 ปีที่แล้ว เป็นที่ดินแปลงเปล่า ที่ไหนพร้อมก็มาปลูกบ้าน ปัจจุบันเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งตามพรบ.ผังเมืองแล้วสามารถปลูกอาคารสูงไม่เกิน 15 เมตร และสามารถสร้างตลาดได้” นายธนะสิทธิระบุ

Advertisement

เบื้องลึกของปัญหานี้คืออะไร? เราจะมองและวิเคราะห์ปัญหานี้อย่างไร? เราจะเข้าใจความขัดแย้งแบบนี้ว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ทำผิดกฎหมายอย่างเดียว เพียงพอหรือไม่?  และเราจะออกจากความขัดแย้งแบบนี้ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวันได้อย่างไรในระยะยาว

ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และการพัฒนาเมือง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นกรณีดังกล่าวในมิติเชิงโครงสร้างของอำนาจเมือง จากกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า

“ข้อแรก เรื่องนี้ไม่ควรโฟกัสที่ประเด็นจิตวิทยา หมายความว่าอย่าไปมองว่าคุณป้าที่ทุบรถแค่หัวร้อน ซึ่งพาดหัวข่าวที่ผ่านมามักจะมองแบบนั้น ส่วนตัวมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้เราเริ่มคิดเรื่องปัญหาผังเมือง เริ่มเห็นว่ากระบวนการวางผังเมืองมันมีปัญหา กรณีนี้ก็ต้องไปดูว่ากระบวนการนี้มันผิดผังเมืองไหม ซึ่งก็อาจไม่ผิด เพราะเขตที่พักอาศัยก็ต้องมีตลาด แต่มันทำให้เราไม่เข้าใจว่าผังเมืองมันก็ต้องมีในระดับเขตด้วย ว่าในแต่ละเขตเค้าจะจัดวางความสัมพันธ์ในแต่ละเรื่องอย่างไร คือผังสีมันไปโฟกัสแค่สองเรื่อง หนึ่งคือการแยกประเภทการใช้ที่ดิน เช่นแบ่งพื้นที่ออกเป็น ย่านเกษตรกรรม ย่านพาณิชย์ ที่พักอาศัย แต่เรื่องตลาดก็ไม่น่าจะผิดในประเด็นอยู่ในพื้นที่ที่พักอาศัยได้  สองคือ เรื่องของพื้นที่สีเขียว ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตลาด และเราจะเห็นว่าชุมชนเมืองต้องการพื้นที่มากกว่าพื้นที่สีเขียว เขาอาจต้องการพื้นที่กักน้ำช่วยตอนน้ำท่วม และ ต้องการพื้นที่ในการจัดการความขัดแย้งด้วย”

ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวต่อว่า “ผมย้ำเสมอว่าปัญหาของเราคือเราขาดความสนใจในการเมืองระดับเขต ผู้อำนวยการเขตไม่มีอำนาจ ถูกย้ายจากส่วนกลาง ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการปกครองระดับเขต ประชาชนไม่ได้เลือกผู้อำนวยการเขต ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญในการวางผังเมืองระดับเขต ผังเมืองระดับเขตควรเป็นผังที่ทุกฝ่ายร่วมกันคิด ร่วมกันออกแบบอนาคตได้ เรื่องนี้ก็โยงกับเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบัน เพราะมันทำให้เห็นว่า เราต้องการให้มันมีความเจริญแค่ไหน ไม่ให้มันกระทบกับสุขภาพและชีวิตของเรา และยิ่งความรู้สึกของคนมีบ้านจัดสรรที่เขาต้องการพื้นที่ที่จะเดินได้ สามารถออกจากบ้านได้ แต่ตลาดแบบนี้ก็เกิดขึ้นทุกที่ ถ้าเราไม่ได้มองเฉพาะแค่เคสนี้ โดยทั่วไปในหมู่บ้านต่างๆก็จะมีตลาดนัดในหมู่บ้าน บางหมู่บ้านนิติบุคคลก็เป็นคนจัดเพื่อหารายได้เข้า แต่มันก็สร้างความตึงเครียดให้กับคน ทุกที่ก็มีทั้งนั้น ตลาดนัดแถวบ้านผมก็มี แล้วมันก็สร้างปัญหา”

ผศ.ดร.พิชญ์  ตั้งคำถามต่อว่า ในทางกลับกันเราต้องเข้าใจว่าในการออกแบบเมืองเราไม่มีความเข้าใจในการจัดวางความสัมพันธ์แบบนี้อย่างเป็นระบบ อย่างสิงคโปร์ อำนาจในการออกแบบที่ดินมันเป็นของรัฐ เวลาออกแบบที่พักอาศัย ก็จะต้องมีตลาด หรืออะไรต่างๆเรียงไว้พร้อม แต่ของเราเจ้าของที่ดินคือเอกชน ถ้ารัฐไม่มีอำนาจในการเป็นเจ้าของที่ดินและพัฒนาเอง รัฐก็ต้องวางโครงสร้างทางกฏหมายให้ดี ให้คนในพื้นที่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดว่าเขาต้องการตลาดแค่ไหน ให้เขามีอำนาจในการต่อรองได้ ไม่ใช่เอกชนรายใดคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ในที่ดินแล้วจะสร้างอะไรก็ได้ นี่คือเรื่องใหญ่ เราขาดความเข้าใจเรื่องระแวกบ้านและเขต ทั้งที่นี่คือกลไกในการระงับความขัดแย้งในพื้นที่ ไม่ใช่เจ้าของตลาดอยากทำอะไรก็ทำ หรือเจ้าของบ้านอยากทำอะไรก็ทำ สุดท้ายมันก็ปะทะกัน แล้วพอปะทะกันทุกอย่างก็ไปจบที่กฎหมายอย่างเดียว

“มันขาดอย่างอื่น สภาเขต หรือเขตไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้คนมาร่วมกันฝันว่าเราต้องทำอะไร มันควรต้องมีความเข้าใจว่าการพัฒนาที่ดินในแต่ละพื้นที่คนในแต่ละจุดได้รับผลกระทบอย่างไร เช่นกรณีคอนโดมาสร้างในซอยบ้านคนแบบนี้ที่เราเห็น นี่คือเรื่องใหญ่” ผศ.ดร.พิชญ์ ระบุ

ส่วนกรณีเรื่องปัญหาการจอดรถในที่สาธารณะ ผศ.ดร.พิชญ์  ระบุว่า “ผมคิดว่ากรณีนี้เราขาดความรับผิดชอบในเรื่องนี้สูง มันไม่ใช่มีแค่เรื่องนี้ อย่างปัญหาบ้านผมก็มีปัญหาว่าเป็นทาวน์เฮาส์แคบ ทุกบ้านมีรถจอดหน้าบ้านตัวเองหมด แล้วรถใหญ่บางทีจอดเลยบ้าน ทำให้เราเข้าบ้านไม่ได้ หรือลำบาก ผมไม่เห็นรู้ว่ามันมีกฎระเบียบที่ให้ทำหรือไม่ให้ทำ เพราะอยากจะทำแบบนี้พื้นที่บ้านจะต้องมากกว่านี้หรือเปล่า แต่ปัญหาคือเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องพวกนี้บางทีเราบังคับด้วยกฏหมายอย่างเดียวไม่ได้ มันไม่ใช่วิธีคิดว่าเราไม่บังคับกฏหมาย แต่ปัญหาเชิงวิธีคิดคือเราไม่ให้อำนาจชุมชนนั้นเขาร่วมกันในการแก้ปัญหานี้ มันไม่มีโครงสร้างที่จะให้ชุมชนเขาประชุมและร่วมกันแก้ปัญหา

“ผมอยากเน้นว่าคุณจะสร้างเมืองได้คุณต้องสร้างชุมชนด้วย คุณต้องสร้างชุมชนของปัญหานี้ ในเขตแต่ละเขตเรื่องแบบนี้มันต้องคุยกัน การปล่อยให้สร้างตลาดในช่วงแรกอาจจะเป็นไปได้เพราะรถมันไม่เยอะ แต่ต่อมารถมันเยอะแบบนี้ ผมไม่ได้อยากให้มองว่าคุณป้าใจร้อนเกินไปหรือคนไม่เคารพกฎหมาย นิสัยไม่ดี แต่ปัญหาใหญ่คือผมอยากให้มองว่าเราขาดแคลนสภาชุมชนหรือสภาระแวกบ้าน ที่จะมีอำนาจเหนือปัจเจกบุคคลในความหมายที่ว่าแต่ละคนก็พยายามคิดถึงสิทธิของตัวเองตลอดเวลา” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และการพัฒนาเมืองท่านนี้ ระบุ

ผศ.ดร.พิชญ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การที่ระดับปัจเจกบุคคลสูง มันทำให้คนเห็นแก่ตัว เพราะเราไม่สร้างกลไกเชิงสถาบัน คือเมืองมันไม่ใช่แค่มีกฎหมายกับคนนิสัยดี มันต้องมีพื้นที่ให้คนเข้ามาคุยกันในแต่ละเรื่อง ก่อนที่จะอนุมัติให้มีกฎหมายตรงโน้น ตรงนี้

ผศ.ดร.พิชญ์ ยกตัวอย่างระบุว่า “อย่างกรณีซอย 53 ตรงพัฒนาการ ตำรวจมาสั่งให้จอดวันคู่วันคี่ ถามว่าจะจอดแบบนี้ได้อย่างไรเพราะตอนเช้ามันคือถนนที่รถจะออกไปข้างนอก และตรงนั้นไม่ใช่ชุมชนมันคือร้านอาหารคุณ ต้องห้ามจอดจนถึง 10 โมงเช้า อะไรแบบนี้ ถามว่าคนบริเวณนั้นเค้ามีสิทธิ์ที่จะมาออกแบบอะไรแบบนี้หรือเปล่า คือคุณออกกฏหมายมาโดยที่รายละเอียดเหล่านี้มันไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งนี่คือรากฐานของประชาธิปไตยในเขตเมือง คนมันต้องมีส่วนร่วม คุณไม่ได้เปิดโอกาสให้คนกำหนดชะตาชีวิตของเขา คุณใช้กฎหมายมาวางอย่างเดียว”

และว่า “การพึ่งตำรวจหรือกทม.ในการแก้ปัญหาอย่างเดียวมันไม่ถูก มันต้องเป็นเรื่องชุมชน อย่างเรื่องที่ผมพูดมานานแล้วคือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถามว่าปล่อยให้ขึ้นกับตำรวจได้อย่างไร มันต้องขึ้นกับเขต มันต้องได้รับการอนุมัติจากคนในชุมชนนั้นสิ ให้มีจำนวนเท่าไหร่ แล้วเป็นใคร คนในชุมชนนั้นควรจะต้องรู้จัก ต้องมีโปรไฟล์ของมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มาทำมาหากินอยู่หน้าชุมชนของเขา มันไม่ควรเป็นโครงสร้างที่ตำรวจออกแบบ ชุมชนควรจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยให้ลือกันว่าต้องไปจ่ายค่าวินให้ใคร เงินค่าวินแถวนั้นมันได้มีส่วนมาพัฒนาท้องถิ่นแถวนั้นหรือเปล่า คือความเป็นเจ้าของมันไม่มี มันไม่พยายามพัฒนาความเป็นเจ้าของในเชิงชุมชน

“เรื่องป้าทุบรถมันจะไม่เกิดดราม่าขึ้นเลย ถ้าชุมชนมีส่วนในการพูดคุยทุกเถียงปัญหานี้จนออกมาเป็นมติห้ามจอดรถหน้าบ้าน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียวมันเป็นเรื่องกฎระเบียบในชุมชนที่คุณจะมาละเมิดไม่ได้ กรณีจะมีตลาด คุณก็ต้องมีแบบแผนของที่จอดรถ มิฉะนั้นคุณจะสร้างตลาดไม่ได้ คือมันขาดความเป็นชุมชนในแง่ที่จะร่วมกันตัดสินใจในแต่ละเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเอง พอเกิดปัญหาทุกคนก็จะมองแค่คุณป้าทำเกินไปหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้มันก็เป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ก็ต้องถามว่าความทุกข์ของคุณป้าที่เขามีเราก็ต้องฟังเขาด้วย พอฟังแล้ว ไม่ใช่แค่เห็นใจ แต่คุณต้องออกแบบเชิงสถาบัน หรือกลไกอะไรที่จะไประงับความขัดแย้งในท้องถิ่น เพราะสข.ก็ไม่มีอำนาจไปต่อรองกับผู้อำนวยการเขต ขณะที่ผู้อำนวยการเขตก็ถูกย้ายมาจากที่อื่น ปัญหามันอยู่ที่เขตเพราะโครงสร้างเขตเรามันไม่เข้าถึงประชาชน ผมย้ำตลอดว่ากทม.มีความอ่อนแอด้านการปกครองท้องถิ่น มากกว่าต่างจังหวัดอีก ต่างจังหวัดในระดับอบต. ชาวบ้านเขารู้หมด อบต.คือใครเวลามีปัญหา ของเรา เขตถูกส่งมาจากส่วนกลาง เป็นข้าราชการ ส่วนสข.ก็ไม่ได้มีสิทธิ์ทำอะไร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่คนมีส่วนร่วมเยอะด้วย นี่คือปัญหาเขตอ่อนแอ”ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวย้ำถึงปัญหาความอ่อนแอเชิงโครงสร้างการเมือง

เมื่อถามว่าจะสร้างความเป็นชุมชนได้หรือเพราะเมืองก็มีคนต่างถิ่นหรือปัญหาการอพยพย้ายถิ่นเยอะ พิชญ์ ระบุว่า “ถูก จึงต้องสร้างกลไกให้ชุมชนสามารถทำอะไรได้ คุณต้องทำให้เขามีการเลือกตั้งกรรมการชุมชนในระดับซอย หรืออะไรต่างๆที่ทำงาน ก็ต้องทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ถามว่าทำไมถึงคุณมีกฎหมายบังคับให้มีนิติบุคคลในหมู่บ้านจัดสรรได้ กรณีคุณป้าทุบรถและปัญหาตลาดใกล้เคียง เราก็ไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรในการสร้างตลาด ซึ่งแต่ก่อนมันอาจไม่มีปัญหาแต่ตอนนี้มันก็มีปัญหาคนต่างถิ่นมาซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเมืองที่จะมีความหลากหลาย แต่มันต้องสร้างข้อตกลงร่วมให้อยู่ร่วมกันได้ ถามว่ากรณีนี้ต้องไปดูว่าทำไมกลไกระดับเขต สภาเขต ไม่ทำงาน ความอ่อนแอของ กทม.แบบนี้ ก็จะทำให้เราพบกับปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ” ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย