ฟร้อนต์เพจออนไลน์ : ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ยิ่งซุกซ่อนไว้ยิ่งอันตรายกว่า

21.02.18 | 11:57 น.

เพราะท่าทีของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ในช่วงนี้ ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องขึ้นธรรมาสน์สอนครู สอนนักเรียน

บอกให้ครูบาอาจารย์สอนเด็กให้อยู่ในกรอบศาสนา อยู่ในศีล อยู่ในธรรม บลา บลา บลา

และที่สำคัญคือ “อย่าไปสอนเรื่องความขัดแย้ง”

ประโยคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากมองว่า กลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหว “อยากเลือกตั้ง” มีครูบาอาจารย์สั่งสอนมาผิดๆ (ในมุมมองของท่าน)

ครูอาจารย์ที่ “บิ๊กตู่” ตำหนิเป็นใคร ถ้าไม่ใช่นักวิชาการ “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” หรือ “คนส.”

Advertisement

ไม่มีทางเป็นนักวิชาการที่ไปรับตำแหน่งหลังการยึดอำนาจของ คสช. นั่งเป็นที่ปรึกษา เป็นนักร่างกฎหมาย เป็นนักปฏิรูป หรือเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาลอย่างแน่นอน

พูดถึงครูอาจารย์ วันนี้ก็ชัดว่าใครยืนอยู่ข้างฝ่ายไหน

แค่เอ่ยชื่อมาก็สามารถไฮไลต์ได้เลยแทบจะในทันที

แต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละสถาบันก็มีทั้งสองฟากฝ่าย แต่กระนั้น การโต้เถียงก็ยังอยู่ในหลักเหตุผล ไม่เคยเห็นว่าต้องใช้กำลังยึดอำนาจ

จึงควรอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่มองว่าเป็นการปฏิรูป น่าเปิดเวทีวิชาการให้กว้างขวางขึ้นอีก

ให้นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมเข้าฟัง และเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ไม่ใช่ส่งทหารหรือเจ้าหน้าที่ไปปิดกั้น จนคนทนไม่ไหวถึงขั้นต้องออกมาชูป้ายป่าวประกาศความอัดอั้นว่า “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร”

ที่ท่านนายกย้ำกับครูบาอาจารย์ว่า “อย่าสอนเรื่องความขัดแย้ง” จึงยิ่งผิดเข้าไปใหญ่

และที่บอกว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิด “ความสงบ” ยิ่งไม่ใช่

ถามว่านับตั้งแต่รัฐประหาร เมื่อปี 2557 เป็นต้นมา บ้านเมืองสงบแน่แท้

หรือแค่ถูกกดไว้ และวันหนึ่งเมื่อทนไม่ไหวก็จะปะทุออก นั่นน่ากลัวและอันตรายมาก

“ความขัดแย้ง” ควรถูกเอามากางออกในที่แจ้ง เปิดกว้างให้มากที่สุด

พูดคุย หาทางออกว่าจะอยู่กับมันอย่างไร เครื่องมือไหน (ที่ไม่ใช่รถถัง) ที่จะสามารถจัดการให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข

ครูอาจารย์ต้องทำหน้าที่เป็นเพียงผู้กำกับ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตั้งคำถาม ได้โต้เถียง

เพราะคนเหล่านี้ คือ อนาคต

คือคนที่น่าจะได้ร่วมวางยุทธศาสตร์ชาติด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอายุ 50 -60 ปี (ที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่รู้จะอยู่ถึงหรือเปล่า) เป็นผู้กำหนด

การจะมาสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ให้นักเรียนนักศึกษาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ยิ่งไม่ใช่วิสัยของครูบาอาจารย์
และก็เชื่อว่า น่าจะไม่ใช่สิ่งที่ปัญญาชนผู้เดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยต้องการ

ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารไปแล้ว