ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 เพื่อเปิดช่องทางในการทำประชามติ หลังจากที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2558 เขียนไว้กำกวม ทำให้มีการตีความต่างๆ นานา ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคตหากไม่ได้รับการแก้ไขเสียก่อน
ไม่ว่าจะเป็นหลักการนับคะแนนเสียงข้างมากที่ทำให้มีการตีความว่าเป็นเสียงข้างมากของใคร เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หรือเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ และออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการทำประชามติ แต่ กกต.ได้ร่างกฎหมายออกมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และมีการกำหนดโทษความผิด ทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตีตกไปในครั้งแรก
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กำหนดให้เพียงออกประกาศ กกต. จะออกกฎหมายไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ออกกฎหมาย ดังนั้น หากดันทุรังทำไปจะมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้การประชามติเป็นโมฆะแน่นอน อีกทั้งการกำหนดบทลงโทษจะต้องเป็นกฎหมายเท่านั้น การลงโทษจะออกเป็นประกาศไม่ได้
เมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ออกมา ก็เพื่ออุดรอยรั่วของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติ่ม (ฉบับที่ 1) โดยรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้ มี 4 มาตรา โดยมาตรา 4 ให้แก้ไขมาตรา 39/1 ที่มีการตัดข้อความออกและเพิ่มเติมข้อความใหม่เข้าไป
โดยมีการกำหนดให้การออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเวลาในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ นั่นแปลว่า การออกร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่ กกต. เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม.ได้ส่งให้กับ สนช.ไปแล้วนั้น ย่อมทำได้โดยถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังมีการเขียนความชัดเจนในผลคะแนนการออกเสียงประชามติ โดยระบุใหม่ว่า ในการออกเสียงประชามติ ให้คะแนนเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ กรณีพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน มิได้พระราชทานคืนมา ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป
เท่ากับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องตีความอีก เพราะเป็นการระบุชัดเจนแล้วว่า “ในการออกเสียงประชามติ ให้คะแนนเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ” เท่ากับว่าคะแนนเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบเพียง 1 คะแนน ก็ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านการประชามติ โดยใช้เกณฑ์นับคะแนนเสียงจากผู้มาใช้สิทธิ
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุใดไม่มีการกำหนดว่า คะแนนเสียง “ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ” อย่างที่เคยระบุในการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผลการออกเสียงในการลงประชามติครั้งนั้น จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 25,978,954 คน คิดเป็นร้อยละ 57.61 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 45,092,955 คน จำนวนผู้ไม่มาใช้สิทธิ 19,114,001 คน คิดเป็นร้อยละ 42.39 ผลการลงคะแนน เห็นชอบ 14,727,306 คน คิดเป็นร้อยละ 57.81 ไม่เห็นชอบ 10,747,441 คน คิดเป็นร้อยละ 42.19 บัตรเสีย/คืนบัตร บัตรเสีย/คืนบัตร 504,207คน คิดเป็นร้อยละ 1.94%
อีกทั้งในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ที่แก้ไขล่าสุด ยังให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันออกเสียงประชามติเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ เท่ากับว่ารัฐบาลหวังที่จะได้คะแนนจากเยาวชนอีกส่วนหนึ่ง หลังจากที่มีการเกณฑ์นักศึกษาวิชาทหารหรือ รด. มาช่วยรณรงค์ในการทำประชามติหรือไม่
และคะแนนเสียงข้างมาก หากผลออกมาว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการประชามติแบบที่คะแนนสูสีกัน เท่ากับว่าคะแนนเสียงข้างน้อยกว่าเพียงนิด ไม่มีความหมายอย่างนั้นหรือ
หรืออย่างที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยระบุไว้ว่า ถ้าคะแนนเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า แต่คะแนนออกมาสูสีก็จะนำร่างรัฐธรรมนูญร่างนี้ปรับแก้แล้วนำมาใช้ เพราะเท่ากับว่าประชาชนจำนวนมาก เห็นข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ยิ่งเป็นการการันตีว่าไม่ว่าจะอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะต้องถูกนำมาบังคับใช้ เว้นเสียแต่ว่า คะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญชนะขาดอย่างถล่มทลายอย่างนั้นหรือ จึงจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้!!!

