‘ไก่อู’เผยรัฐเตรียมเปิด’ร้านประชารัฐสุขใจ Shop’ 148 แห่งทั่วประเทศเริ่ม 1 เม.ย.นี้ เน้นจำหน่ายสินค้าโอท็อป ตั้งเป้าสร้างรายได้ชุมชนปีละ 50 ลบ. กระตุ้นการจ้างงาน 1.48 แสนราย
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเปิด “ร้านประชารัฐสุขใจ Shop” ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.จังหวัดละ 2 แห่ง รวม 148 แห่งทั่วประเทศ วันที่ 1 เมษายนนี้ เพื่อเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) และให้บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวในท้องถิ่น โดยคัดเลือกและพัฒนาคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ก่อนนำขึ้นชั้นวางจำหน่ายทุกร้านค้า
“รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 100 ล้านบาท ระยะ 3 ปี (2559-2561) เพื่อผลักดันโครงการประชารัฐเพื่อวิสาหกิจชุมชน หรือร้านประชารัฐสุขใจ เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ผู้ผลิตสินค้าโอท็อปและวิสาหกิจชุมชน โดยจะคัดสรรสินค้าโอท็อปเด่นของแต่ละจังหวัดในระดับเกรดเอและบี มาวางจำหน่ายพร้อมทั้งจะพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าโอท็อปทั่วไปให้มีมาตรฐานเทียบเท่าเกรดเอและบี เพื่อวางจำหน่ายต่อไป เบื้องต้นรัฐบาลวางเป้าหมายว่าจะมีสินค้าวางจำหน่ายปีละ 7,400-30,000 รายการ มีสินค้าที่จะได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ปีละ 500 รายการ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนทั่วประเทศปีละ 50 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือประชาชนร่วมผลิตสินค้าปีละ 1.48 แสนราย โดยหลังจากดำเนินการไปแล้ว 3 ปี ร้านประชารัฐสุขใจแต่ละร้านจะสามารถดูแลตนเองได้” พล.ต.สรรเสริญกล่าว
พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า สำหรับรูปแบบการบริหารจัดการร้านค้าได้กำหนดไว้ 3 รูปแบบ คือ ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายโอท็อปของจังหวัด ขับเคลื่อนโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนของจังหวัดประสานกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า หรือขับเคลื่อนโดยอาศัยผู้ขายอาชีพ ทำหน้าที่รวบรวมและจัดส่งสินค้าเข้าร้าน โดยช่วงเดือนมีนาคม 2559 ได้ดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และคัดเลือกสินค้าเรียบร้อยแล้ว
“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจจากภายใน โดยเริ่มจากระดับชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งโครงการร้านประชารัฐสุขใจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากระดับชุมชนสู่ระดับประเทศ และเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยได้เน้นย้ำให้ทุกร้านค้า รักษามาตรฐานของสินค้าและบริการ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางไปมาในประเทศอย่างต่อเนื่อง และหากประเมินผลแล้วเป็นที่น่าพอใจ ขอให้มีการขยายจำนวนร้านค้าในปั๊ม ปตท.เพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาสเข้าถึงช่องทางการกระจายสินค้าได้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาต่อไปถึงการตั้งร้านค้าในปั๊มน้ำมันที่ ปตท.ไปลงทุนในต่างประเทศ ช่วยเปิดตลาดใหม่ๆ ให้แก่ผู้ผลิตสินค้าโอท็อป และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยได้อีกช่องทางหนึ่ง” พล.ต.สรรเสริญกล่าว

