ก็ไม่รู้ว่าในรอบสัปดาห์นี้ ท่านรัฐมนตรีกลาโหมผู้เป็นดาวเด่นของ 5 ข่าวฮิตแห่งวีก’ จะรู้สึกน้อยใจบ้างหรือไม่ ที่เรื่องฮิตในวีกนี้ดูท่านจะไม่ค่อยได้มีบทบาทสักเท่าไหร่ เพราะแม้ว่าป.ป.ช.จะออกมาพูดว่า การเลื่อนชี้แจงนาฬิกาหรูนั้นทำได้ และ ข้อสรุปยังไม่ออกมา ปลุกกระแสข่าวกันนิดหน่อย เรื่องก็ยังไม่พีคที่สุดสักที ทั้งๆที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งจะเกรียวกราวจากเหตุครม.ร้าวฉานจากนาฬิกาของเราไปหยกๆ
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องรางวัลขำๆ ที่อุตส่าห์แต่งเต็มถือไม้ตะพดไปเที่ยวงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” กับเขาแล้ว ก็ยังพ่ายแพ้แก่นายกฯ และภริยา ที่คว้ารางวัลคู่ขวัญใจเพชรของกระทรวงวัฒนธรรมไปซะอย่างนั้น ซึ่งอันนี้ก็ทำเอาผู้เขียนงงอยู่เล็กน้อย ว่าเอ๊ะ รมว.บางท่านกระซิบมาว่า ชุดต่างๆที่ใส่ไปร่วมงานนี่ก็ได้วธ.เป็นผู้ช่วยเหลือจัดหามาให้แบบแทรดิชั่นเป๊ะๆ แล้วเหตุไฉนจัดเองมอบเอง เอ้ย เลือกสรรให้ไม่เท่ากันจนท่านรมว.กลาโหมของเราไม่ถูกจัดอันดับไปซะนี่
แต่เหตุที่วีกนี้ ท่านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านหายๆไป ไม่รู้ว่าต้องขอบใจ หรือว่า โทษเหล่าข่าวใหญ่ เปรี้ยงปร้างเหล่านี้ ที่วิ่งแข่งเข้าเส้นชัยแย่งความสนใจของประชาชนกันแบบไม่เห็นฝุ่น ชนิดว่าเอานาฬิกาหรู 25 เรือนมารั้งก็ยังไม่ค่อยจะได้
ข่าวฮิตแรก : สนช. โหวตคว่ำว่าที่ 7 กกต. กับ เหตุผลอันคลุมเครือ

พาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับการันตีได้เลยว่า กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตลับไม่เอา 7 รายชื่อกกต.ใหม่ตามที่คณะกรรมการสรรหากกต.ที่มี นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้เฟ้นหาบุคคลที่มี “สเปกเทพ” อย่างที่รัฐธรรมนูญฉบับ “คุณปู่” มีชัย ฤชุพันธ์ กำหนดไว้นั้น ต้องเป็นข่าวยอดฮิตแบบไม่ต้องสงสัย
เพราะ เป็นถือครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยก็ว่าได้ที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่รับบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาฯอันประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายที่ได้ร่วมกันคัดเลือกกันมานานหลายเดือนเลยแม้แต่คนเดียว
ทั้งจาก 5 รายชื่อสุดท้ายที่คณะกรรมการสรรหาฯเลือกจากจำนวน 41 ผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็น นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วรวิสิฏฐ์ จำกัด และ ประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตผวจ.หลายจังหวัด
และ จาก 2 รายชื่อสุดท้ายที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกมาเสนอต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้ง นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาศาลฎีกา กับ นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา นั่นเอง
ท่ามกลางความกังขารอบทิศจากเสียงโหวตของสมาชิกสนช.ที่เป็นเอกภาพคล้ายกับมี “ใบสั่ง” จากผู้มีอำนาจ
นี่เอง จึงทำให้ทุกสายตามุ่งตรงไปหาบรรดาบิ๊กๆคสช.ในฐานะเจ้าของ “เรือแป๊ะ” ผู้ให้กำเนิดเหล่าฝีพายฝักถั่วที่พร้อมตามใจนายในทุกๆเรื่องเหมือนกับกรณีที่สนช.พิงคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 โหวตยืดโรดแมปจากการขยายเวลาการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปอีก 90 วันโดยที่พรรคการเมืองไม่ได้ขอว่า มุ่งเจตนาสิ่งใดอีกกันแน่กับการไม่รับรอง 7 รายชื่อกกต.ใหม่ที่เฟ้นกันมานานหลายเดือน
สาวกันไปลึกๆเหตุผลก็ยังหลากหลายกระแส เป็นปริศนาคาใจท่านผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง
บ้างก็บอกว่า เทพไม่พอ บ้างก็บอกว่า 2 คนจากสายศาลฯมีตำหนิ เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกที่ดันไปลงมติขัดข้อกำหนดในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นเหตุผลใดคงต้องโยนให้วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
แต่ฟากการเมืองต่างออกมาดัดทางกันล่วงหน้าแล้วว่า อย่านะ!
อย่าฉวยเอากรณีนี้มาเป็นเงื่อนไขให้การเลือกตั้งที่ต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าการกระทำของสนช.เมื่อคราวยืดเวลา 90 วันในกฏหมายลูก ส.ส.เด็ดขาด แม้ว่า ต่างคนต่างเปิดกฏหมายดู จะรู้ดีว่า ยังไม่ไปไม่ถึงขั้นนั้น เพราะยังมี กกต.ชุดปัจจุบันทำหน้าที่รักษาการ และหากมีการเลือกตั้งก็ยังสามารถเป็นกรรมการแจกใบเหลือง ใบแดงได้ตามกฏหมายอยู่
ที่ต้องดัดทางกันก็เพราะ มีเสียงแว่วๆทันทีว่า กกต.ชุดปัจจุบันจะอยู่กันไม่ครบตามจำนวนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ราวกับว่า มีการคบคิดกัน ล่วงหน้าแล้วหรือเปล่า
เพราะภายหลังสนช.โหวตคว่ำ 7 กกต.ใหม่ก็มีข่าวว่า จะมีบางคนต้องพ้นวาระเพราะอายุเกิน อีกทั้งยังบางคนทำท่าเตรียมจะลาออกอีก จากสถานะที่เป็นแค่กกต.รักษาการ ไม่อยากรับเผือกร้อนก้อนใหญ่จัดเลือกตั้งทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่นทั่วประเทศที่คสช.สั่งแช่แข็งห้ามเด็ดตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาฯ 2557 เป็นต้นมา
เหตุที่ต้องออกมาดัดทางกันแบบนี้ก็เป็นเพราะ หากกกต.ชุดปัจจุบันอยู่ไม่ครบจำนวนจริงๆกว่ากระบวนการสรรหากกต.ชุดใหม่จะแล้วเสร็จ อ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.เจ้าบ่าวมาดๆ นับนิ้วคำนวนให้ตามที่กฎหมายบอกก็ต้องกินเวลาเกือบๆ 200 วันโน้นแหน่ะถึงจะเห็นตัวเป็นๆ 7 สเปกเทพ
——–
ฮิตที่สอง : อยากให้ “ทำเนียบ” ไม่มีโชคร้าย

เพิ่งพูดถึงไปหยกๆ ถึงลางร้ายชนวนเหตุครม.บิ๊กตู่หวิดร้าว เมื่อทั้งไฟไหม้ กระถางบัวแตก ต่างเกิดขึ้นถี่ในสัปดาห์เดียวกัน
ครั้งที่แล้ว ซึ่งก็เข้าใจไปว่า ธูป 36 ดอก และโคมแดงที่นำมาแขวนต้อนรับตรุษจีนนั้น จะเป็นการแก้เคล็ดของท่านนายกฯ
กลับกลายเป็นว่าเปิดทำการมาแวบเดียว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ออกมาพูดเรื่องนี้โดยพลัน ว่าเรื่องรถตำรวจชนอ่างบัวแตกนั้น ก็คงต้องถามว่ามีใบขับขี่หรือเปล่า เพราะตั้งอยู่ห่างไปตั้งเยอะ ถอยไปวิธีไหน แต่ก็เป็นเรื่องของอุบัติเหตุ ส่วนเรื่องกระถางต้นไม้ มันเก่าแล้วก็คงพร้อมจะแตกอยู่แล้ว ต้นไม้ก็โตขึ้นทุกวัน ก็ต้องโทษคนเปลี่ยนกระถางที่ไม่ยอมเปลี่ยน
ส่วนเรื่องธูป 36 ดอกที่นำมาปักไว้บริเวณสนามหญ้านั้น นายกฯเองก็ยังไม่รู้ฝีมือใคร มาอย่างไรก็ไม่รู้กล้องไม่เห็น และไม่ได้สั่งเป็นอันขาด แถมยังสั่งหาตัวโดยด่วนว่าทำไปเพราะอะไรกันแน่
แถมยังพูดเลยว่า เบื่อเหลือเกินกับการนำเสนอข่าวงมงายที่เกิดขึ้นในทำเนียบ
ไม่ทันจะข้ามผ่านพ้นวันดี วันแห่งการประชุมครม.ที่มีวาระมากมายรอการพิจารณา อันเป็นวันที่สื่อจะครึกโครมทั่วทำเนียบ ก็ได้ปรากฏภาพ อีกา 2 ตัว กำลังไล่จิกนกพิราบไส้ทะลัก ทำเอาตีความกันไปครึกโครมว่านี่คือลางร้ายอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งการที่หลายต่อหลายคนหยิบเอาประเด็นนี้มาเล่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นการตอกย้ำกระแสขาลงของครม.บิ๊กตู่ ได้หรือไม่

———
ฮิตที่สาม : เรื่องหวยๆ ใกล้ได้ข้อสรุป หรือคดีนี้จะเกิดเพราะการอุปทาน

เป็นสัปดาห์ที่คอ (ข่าว) หวย ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เมื่อผลสรุปหวย 30 ล้านบาทระหว่างครูปรีชา ใคร่ครวญ และ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล ที่แย่งชิงสลากกินแบ่ง “533726” งวด วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถูกแง้มออกมาให้หลายคนหันมาสนใจในชั่วไม่กี่อึดใจ
เหตุที่คดีนี้เป็นที่สนใจของคนทั่วประเทศนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้แล้ว ตัวละครทั้งสองฝ่าย ยังมีสตอรี่และเรื่องราวที่ชวนเชื่อระดับเขียนเป็นละครได้ทีเดียว แถมเรื่องนี้ก็ยังกินเวลามานานหลายเดือน เทียบๆแล้วก็เท่ากับหวย 6 งวดเข้าไปแล้ว (ซึ่งท่านผบ.ตร.รับประกันว่าคดีจะสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. ก็คงจะไม่กินไปจนถึงงวดที่ 7 แต่อย่างไร) หากใครติดตามกันตั้งแต่ต้น คดีนี้ ร.ต.ท.จรูญ ได้นำเอาล็อตเตอรี่ชุดดังกล่าวไปขึ้นเงิน พร้อมนำไปใช้เรียบร้อย ก่อนจะถูกอายัดเพราะครูปรีชา ได้ใคร่ครวญแล้วรู้ว่าทำสลากกินแบ่งหาย จึงได้ไปแจ้งความเอาไว้ ทั้งคู่ต่างมีความมั่นใจในความถูกต้องของตัวเองสุดๆ ซึ่งเมื่อตรวจรอยนิ้วมือแล้วก็พบว่าสลากกินแบ่งนั้น ไร้ซึ่งรอยนิ้วมือของครูแต่อย่างใด มีเพียงร.ต.ท.จรูญที่ปรากฏเล็กๆ แต่คดีนี้แต่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีกลับบอกว่าหวยชุดดังกล่าวเป็นของครูปรีชา ด้วยเหตุผลว่าครูปรีชามีพยานที่แน่นหนา ขณะที่หมวดจรูญนั้นจำไม่ได้ว่าซื้อสลากกินแบ่งกับใคร และจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าขับรถคันไหนไปซื้อ
ทำเอาเครื่องหมายเควชชั่นมาร์กโผล่ขึ้นมาเต็มหน้าเหล่าผู้ติดตามข่าว ว่าเหตุใดเครื่องหมายอะโพสโตฟรีเอส ถึงไปแสดงความเป็นเจ้าของกับครูปรีชากันได้เล่า
เมื่อคำถามเกิดขึ้นในใจของคนทั่วไทย คดีจึงถูกโอนเข้าสู่กองปราบปราม ตรวจเข้มทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการขุดคลิปที่มีมากถึง 4000 ไฟล์เสียงโดยเหล่าตำรวจไซเบอร์ผู้เก่งกาจ เทียบเสียงกับกองพิสูจน์หลักฐานชัดเจน จนเหลือที่ชัดเจนเน้นๆ มาปะติดปะต่อได้ ยิ่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมากองปราบก็ได้เรียกพยานปากต่างๆมาสอบมาราธอน รวมถึงตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้ด้วย นานนับ 18 ชั่วโมง ทำให้เรื่องราวต่างๆเริ่มเข้ารูปเข้ารอยขึ้นไปอีก จนงานนี้สงสัยจะเข้าข่ายอุปทานจนเป็นเรื่อง
ข่าวใหญ่สุดๆ คือเมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานข่าวจากกองปราบว่า ล็อตเตอรี่ชุดนี้สรุปแล้วว่าเป็นของหมวดจรูญโดยแท้ จากทั้งพยานบุคคลและการแกะรอยทางเทคโนโลยี ซึ่งหากจะพูดง่ายๆให้เข้าใจ ก็ต้องตั้งสติแล้วอ่านดังต่อไปนี้
จากการสอบปากคำและหลักฐาน ทำให้รู้ได้ว่า ที่จริงแล้วล็อตเตอรี่ที่ลงท้ายด้วย 726 ทั้งหมด 3 ชุดนั้น อยู่บนแผงของเจ๊พัช หรือ พัชริดา พรมตา รวมทั้งที่ถูกรางวัลนี้ด้วย โดยเจ๊แกถ่ายภาพลงแชร์หาเพื่อนๆเพื่อจะบอกว่า ขายไม่หมดรบกวนนำไปช่วยขายต่อ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่ง เจ๊พัชแกก็ให้ปากคำว่าแก “จำได้ว่า” ขายให้กับเจ๊บ้าบิ่น หรือนางรัตนาภรณ์ สุธาทิพย์ ทั้ง 3 ชุด (ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ตำรวจว่าน้ำหนักไม่เพียงพอ) หลังจากหวยทั้ง 3 ชุดมาอยู่ในมือของเจ๊บ้าบิ่น เจ๊ก็ได้ขายต่อให้กับครูปรีชา ซึ่งได้สั่งเลขท้าย 26 เอาไว้ในลักษณะขาประจำ ซึ่งก็มีภรรยาของตำรวจท่านหนึ่งได้มาเป็นพยานว่าเห็นในกระเป๋าเสื้อของครูและขอซื้อต่ออีกด้วย

ปรากฏว่าเย็นวันที่หวยออกนั้น เจ๊บ้าบิ่นก็โทรไปหา “ครูแดง” ทันทีว่าถูกรางวัลหรือไม่ เมื่อผิดหวังจึงรีบโทรหา “ครูปรีชา” ทันที ว่าต้องถูกรางวัลเป็นแน่ แม้ครูจะยืนยันนอนยันกระโดดยันว่าเลขหน้ามันไม่ใช่ แต่ว่าเจ๊บ้าบิ่นก็พยายามโน้มน้าวถึงขั้นยัดเยียนให้ครูถูกหวยซะอย่างนั้น ซึ่งไม่ได้มีเพียงครั้งเดียวแต่เจ๊ยังโทรแล้วโทรอีกจนครูได้เข้าใจไปแล้วว่าถูกหวยจริงแต่ทำตกไป คลิปเสียงระบุชัดเปรี้ยงไปเลยว่าถ้าเจ๊หาเจอ แบ่งกันไปเลยคนละ 15 ล้านบาท จนไปสืบทราบว่าสลากกินแบ่งชุดดังกล่าว หมวดจรูญได้นำไปขึ้นรางวัลแล้ว กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ส่วนหลักฐานซัพพอร์ทในส่วนของหมวดว่าเป็นของคุณลุงแน่ๆนั้น ยังคงต้องรอการแง้มเผยของเจ้าหน้าที่อีกครั้ง แต่ทนายษิทราของหมวด ก็ออกมาแง้มๆด้วยว่า ซองล็อตเตอรี่หายไปจากโต๊ะที่เก็บหลักฐานของเจ้าหน้าที่เสียอย่างนั้น
แม้นี่จะไม่ใช่ผลสรุปที่ออกมาแถลงชัดเจน แต่ก็เป็นรายงานข่าวที่ชัดจนกระทั่งขึ้นหน้า 1 เกือบทุกฉบับ ทไเอาครูแอบเดือดเมื่อนักข่าวไปสอบถามที่บ้าน พูดออกมาว่า เป็นกระแสนักข่าวไม่ใช่ตำรวจ นักข่าวเนี่ยรู้ดีกว่าตำรวจเข้าไปอีก ก้าวทันไวเกิน และครูก็มองว่านักข่าวไม่มีจรรยาบรรณ อย่าเพิ่งมโน เบื่อนักข่าวแล้วเพราะไม่มีเวลา หยุดเขียนข่าวสร้างความปั่นป่วนบ้านเมือง มอมเมาประชาชน
โถ ทำเอานักข่าวตาดำๆถึงกับน้ำตาไหลริน งงใจว่าก่อนหน้านี้เราก็รักกันดีนี่นา
หลังจากนั้นไม่นาน ผบ.ตร.ผู้รักความยุติธรรม ก็สั่งโฉะ เด้งพล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ไปช่วยราชการ ศปก.ตร. เนื่องจากบิดเบือนคำให้การในสำนวนการสอบสวน ทำเอาครูเปิดห้องประชุมโรงเรียนตั้งโต๊ะแถลงรู้สึกเสียใจและบอกปัดว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เคยพบจริงๆก็เพียง 2 ครั้งจากการเอาหลักฐานไปให้เพิ่ม และไม่เค้ยยยยไม่เคยโทรหาท่านเลย นอกจากนี้ยังแสดงความมั่นใจในคดีและโชว์แมนว่า หากผลสรุปว่าล็อตเตอรี่เป็นของหมวดจรูญ นั่นก็จะทำให้ตนสบายใจ และคิดว่าคงแสดงให้เห็นเฉยๆว่า หลักฐานของอีกฝั่งมีน้ำหนักมากกว่าตน แล้วก็ไปว่ากันในชั้นศาลต่อไป ส่วนจะออกหมายจับหรือไม่นั้นก็ไม่ได้กังวลอะไร จะให้การตามจริงเป๊ะอย่างแน่นอน
กล้าพูดเลยว่า “คนเป็นครูไม่โกหก (ไม่รวมครูจอมทรัพย์) และเชื่อมั่นสิ่งที่ถูก ซื้อจริง หายจริง ยืนยัน” ยังไงก็รอดูได้เลยสิ้นเดือนนี้ก่อนหวยงวดที่ 7 จะออก ซึ่งล่าสุดยังได้มีคำสั่งเด้งตำรวจผู้รับผิดชอบคดี เข้าไปยังกองปราบอีกด้วย
ซึ่งไม่ว่าคดีนี้จะเป็นอย่างไร ก็คงต้องบอกว่าคนไทยเริ่มจะเบื่อๆกันแล้ว ก็ขนาดนายกฯ ยังออกมาพูดเลยว่าเบื่อจนอยากจะยกเลิกหวยไปเลยดีเดียว ส่วนงานนี้จะเป็นเรื่องอุปทานโอละพ่อจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ อดใจรอโดยพลัน
——
ฮิตที่สี่ : จากเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ สู่คำสั่งเด้งปลัด – รองปลัด พม.

ตีแผ่เรื่องทุจริตในวงการราชการอีกครั้ง ครั้งนี้หวยไปออกที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อ นางสาวปณิดา ยศปัญญา นิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ นางสาวณัฏกานต์ หมื่นพล อดีตลูกจ้างของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต ปลอมแปงเอกสารข้อมูลสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ซึ่งนิสิตฝึกงานคนดังกล่าว ต้องเซ็นต์เอกสารแทนชาวบ้าน แถมในแต่ละวันจะได้เห็นเจ้าหน้าที่โทรศัพท์ส่งไลน์ไปขอสำเนาบัตรประชาชนกับชาวบ้านวันละ 20-50 ชุด จึงให้สงสัยว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสาร
ซึ่งเมื่อได้แจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วนั้น เจ้าหน้าที่กลับบอกว่านิสิตเข้าใจผิด แต่กลับแล้วก็แล้วกันไป นับจากวันนั้นเป็นเวลามากกว่า 1 ปี ที่คดีนี้เริ่มเข้าสู่การสอบสวน แต่เมื่อเรื่องเงียบไปทั้งคู่จึงได้เข้าร้องเลขาธิการคสช. ทำให้เรื่องนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาตรวจสอบโดยพลัน
เบื้องต้น นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ได้ออกมากล่าวว่าจริงๆกรณีนี้ได้มีคณะกรรมการตรวจสอบ (อย่างเงียบๆ ) อยู่เป็นปีแล้ว และว่า ระเบียบการจ่ายเงินสงเคราะห์ต่างๆชัดเจนดีอยู่แล้ว ถือเป็นความผิดส่วนบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ และกล่าวว่าตรวจสอบพบว่า ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ขอนแก่นมีความผิดจริง ทั้งยังเริ่มพบเบาะแสที่เชียงใหม่ บึงกาฬ และสุราษฎร์ธานี มาเรื่อยๆ บางแห่งชาวบ้านบางแห่งก็ได้รับเงินสงเคราะห์ แต่กลับไม่ได้ครบตามจำนวนที่จะได้รายละ 3000 บาท และชาวบ้านบางรายไม่ได้รับเงิน นอกจากนี้ยังมีการสวมสิทธิ อย่างที่สุราษฎร์ธานี ก็ตรวจสอบพบว่ามีการนำกระดาษเปล่าให้ชาวบ้านเซ็นต์รับเงินอีกด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น เริ่มมีกระแสข่าวว่าจะมีข้าราชการระดับบิ๊กในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีเอี่ยวในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงก็ออกมาเบรกว่า กรณีนี้แม้ว่าป.ป.ท.จะพบหลักฐาน แต่ก็ยังไม่ถือว่ามีความผิด และไม่ควรเหมารวมควรจะต้องชี้ให้เห็นเป็นรายๆไป ไม่เหมารวม ซึ่งเรื่องดังกล่าว สตง.ได้ส่งเรื่องให้พม.ตรวจสอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งได้มอบให้ ร.ต.ศรันย์ สมานพันธุ์ ไปตรวจสอบแล้ว ไม่พบความผิด และได้รายงานให้พล.ต.อ.อลุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.ขณะนั้น รับรู้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรมว.พม.อย่าง พล.อ.อนันตพร กาญจนชูศักดิ์ ก็ได้ปรับแก้ระเบียบการจ่ายเงินสงเคราะห์ของพม.ทุกกรมให้มีระเบียบยิ่งขึ้น
เรื่องราวยังไม่จบลงเท่านั้น เมื่อจดหมายสตง.ที่ส่งถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ว่าจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่าในปีงบประมาณ 2560 ไตรมาสที่ 1 พส.ได้ทำงานเบิกจ่ายเงินอุดหนุนประเภทเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่พึ่ง รวมทั้งสิ้น 193,110,850 บาท และผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหารระดับสูง ที่มีหน้าที่บริหารจัดการเงินโดยตรง แต่ทางพม.ไม่เคยส่งผลให้กับสตง.เลย ประจวบเหมาะกับเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้เปิดเผยรายชื่อของบิ๊กข้าราชการ 2 นายคือ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาว์สิทธิ์ ปลัดพม.ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีพส.ขณะนั้น และ นายณรงค์ คงคำ รองปลัดพม. ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีพส.ในขณะนั้น ซึ่งว่ากันว่าเงินทอนคดีนี้มีมากถึง 50% ซึ่งเมื่อทั้งคู่ขึ้นไปดำรงตำแหน่งควบคุมการตรวจสอบแล้ว เรื่องนี้ก็เงียบหายไปโดยปริยาย
เมื่อเรื่องนี้ถึงหูท่านอดุลย์ อดีตรมว. จึงออกมาชี้แจงว่าผลสอบมาถึงตนเดือนตุลาคม 2560 และยอมรับว่ามีแนวโน้มผิดปกติ แต่กระบวนการตั้งปลัดนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ 25 กรกฎาคม ซึ่งพส.ถือเป็นกรมที่ใหญ่ที่สุด และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งความอาวุโส จึงได้เลือกตั้งเป็นปลัดคนต่อไป ขณะที่พล.อ.อนันตพร เน้นย้ำว่าเรื่องนี้เอาจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลกรณีดังกล่าว โดยจะเชิญคนนอกมาเป็นประธาน
ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงกับมาก เมื่อมีกรณีวิพากษ์วิจารณ์กันในกระทรวงว่า พุฒิพัฒน์ ได้แต่งตั้งคนสนิทซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวงหนึ่ง และมีคำสั่งให้ออกราชการจากคดีทุจริต ให้ดำรงตำแหน่งท่ปรึกษาสมัยเป็นอธิบดี เนื่องจากเคยเป็นหน้าห้องกันมาก่อนสมัยอยู่กระทรวงเก่า แถมยังมีประเด็นข้าราชการคนสนิทขึ้นตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
ผลสุดท้าย ในที่สุดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (23 กุมภาพันธ์) นายกรัฐมนตรีก็ได้มีคำสั่งโยกย้าย ปลัดและรองปลัดทั้ง 2 คน เข้าไปช่วยงานสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดช่องให้คณะกรรมการได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถ้วนถี่
ซึ่งไม่นานก็คงจะได้รู้กัน หลังจากที่ยืดเยื้อมานับปี ซึ่งหวังว่าเรื่องคงจะจบลงก่อนการเกษียณอายุราชการในช่วงเดือนกันยายนนี้
——
ฮิตที่ห้า : สองมือถือขวาน – เสียม ที่ทุบรถ สร้างแรงสะเทือนตลาด 300 แห่งทั่วกรุง

ไม่รู้ว่าผู้ที่อัดคลิป ป้า 3 คน ที่คว้าขวานและเสียมมาทุบรถ นิสสันนาวาร่า ที่จอดขวางอยู่หน้าบ้าน ก่อนนำไปเผยแพร่ที่เฟซบุ๊กต่างๆ จะรู้สึกอย่างไร และไม่รู้ว่าจะคิดหรือไม่ที่ทุกวันนี้ เรื่องป้าทุบรถไม่ใช่เพียงแค่เรื่องมนุษย์ป้าไร้เหตุผลอีกต่อไป
แน่นอน ช่วงแรกที่คลิปดังกล่าวออกมาเผยแพร่ตามเพจคลิปเด็ด คอมเมนต์ต่างๆกระหน่ำว่าป้าทำเกินกว่าเหตุไปหรือไม่ แค่ออกจากบ้านไม่ได้ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ ซึ่งเมื่อเจ้าของรถมาก็ยังไม่ขยับ มีการว่ากล่าวตักเตือนว่า “มักง่าย” กันอีกเป็นระยะ คลิปชัดยาวจนคนเริ่มเขวๆ ไม่นานหลังจากนั้น คอมเมนต์ต่างๆในโซเชียลก็เริ่มเสียงแตก เมื่อมีคนออกมาพูดว่า เหตุที่ป้าแกเดือดระดับนี้ ก็เพราะคุณพ่อเคยป่วยหนัก ออกจากบ้านไม่ได้จนเสียชีวิต เท่านั้นพลังของโซเชียลก็เริ่มหมุนไป ยิ่งเมื่อรัชนิกร เลิศวาสนา สาวมหาชัยต่างถิ่นเจ้าของรถผู้เสียหาย ได้ออกไปแจ้งความกับตำรวจ และให้สัมภาษณ์กับสื่อได้กระแทกใจเหล่าโซเชียลสุดๆ
ได้ยินชัดๆว่า “สมควรที่จะทำกับรถหนูแบบนี้หรอ หนูไม่ได้นาน รอสักพักไม่ได้หรอ ถ้าเขามีเหตุด่วนที่จะต้องไปก็ต้องขอโทษจริงๆ เพราะหนูไม่รู้ ส่วนที่โซเชียลว่าพ่อเขาเคยตายหนูก็ไม่รับรู้ หนูว่ามันคนละเรื่องกันหรือเปล่า” แถมยังว่าเข้าใจว่าเป็นบ้านร้างจึงได้นำรถมาจอดตรงนี้
เมื่อแจ้งความแล้ว ตำรวจสน.ประเวศก็รับลูกทันที ปรับสาวมหาชัยเบา 500 บาท และนำหมายไปติดหน้าบ้านป้า แจ้งข้อหาพกอาวุธในที่สาธารณะทันที ทันใดนั้นชาวเน็ตก็ไปขุดเอาเรื่องราวครั้งอดีตของป้า ที่ฟ้องร้องกับกรุงเทพมหานคร ด้วยได้รับความเดือดร้อนจากชาวตลาดมานับ 10 ปี แถมยังถูกโอบล้อมด้วยตลาดและที่จอดรถรอบบ้าน
เท่านั้นหละ เหล่ามนุษย์หลานก็เทใจติดแฮชแทก #ทีมป้าเข้าไปทันที

10 โมงเช้าไม่ขาดไม่เกิน 3 ป้าพี่น้อง แท็กทีมเพื่อนบ้าน กางร่มหน้าบ้านตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับสื่อครึ่งร้อยอย่างเป็นกันเอง บอกเล่าความในใจที่อัดอั้นนับทศวรรษ จนทำเอาเรื่องทุบรถดูซอฟท์ไปเลยทันที ป้าเริ่มเล่าว่าบ้านที่อยู่อาศัยนี้ เป็นพื้นที่ของหมู่บ้านเสรีวิลล่า ที่จัดสรรที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยบ้านเดี่ยว ระบบสาธารณูปโภคต่างๆก็เพื่ออยู่อาศัย แต่กลับมีตลาดผุดขึ้นมาอยู่รอบบ้าน กลางค่ำกลางคืนก็ปีนขึ้น ทำเอาคนที่บ้านผวา ฝนตกน้ำก็เทลงบ้านป้า ออกจากบ้านก็ไม่ได้ระดับที่ว่าแม่เคยไม่สบายเข้าออกบ้านบ่อยๆลำบากจนต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ไม่นำว่าหนู งู ก่อตัวเป็นฝูงวิ่งเข้าบ้าน แถมเวลาจะหลับจะนอน ชาวตลาดก็ยังเปิดเพลงครึกครื้น เอารถมาจอดขนของ เฮฮากันไปอีก
ป้าทั้งหลายจึงต้องไปฟ้องร้องต่อศาล ว่าได้รับความเสียหาย ฟ้องผู้ว่าฯกทม. ผอ.เขตประเวศ สำนักงานเขตประเวศ กทม. ว่าได้รับความเดือดร้อนสุด แต่ผู้ว่าก็กลับไปออกใบอนุญาตให้ชาวตลาดอีก แม้ว่าคดีนี้ป้าจะชนะและได้รับการคุ้มครองต่อศาล แต่ก็ไม่เค้ยยยยไม่เคยที่จะได้รับการดูแลจริงๆ นอกจากนี้ป้ายังให้โอกาสเพื่อนบ้านได้เล่าว่านอกจากจะเจอเลเวลธรรมดาอย่างการจอดรถขวางหน้าบ้านแล้ว ยังเจอมนุษย์ตลาดเอาบ้านเลขที่ไปส่งของ ไปทำบัตรเครดิต ไปเปิดบริษัทจ้างคนงานต่างด้าว แถมยังเคยตกบันไดจะไปโรงพยาบาลก็ทำไมได้นับ 2 ชั่วโมงอีก เป็นใครจะไม่โกรธกันคะคุณ
นั่นทำให้วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นนั้น ป้าทำทุกอย่างแล้ว กดแตรนับครึ่งชม. เข็นรถก็ไม่ได้เพราะดึงเบรกมือ แถมยังโทรทุกเบอร์ด่วน จึงสุดวิสัยที่จะต้องทุบรถของผู้บุกรุก เพื่อจะไปทำธุระจริงๆ
ป้าทั้งหลายยังย้ำว่า “ไม่ได้มีปัญหากับตลาด แต่มีปัญหากับเขตประเวศ และกทม.” ซึ่งก็คงไม่ขายเพราะอยากจะอยู่ที่นี่ในช่วงบั้นปลายชีวิต
เมื่อป้าออกมาแฉความช้ำอันล้นปริ่มในใจแล้ว แน่นอนว่าหลายคนก็ออกมารับลูกทันที ที่สุดก็คือผอ.เขต ที่ต้องโผล่มาเป็นรายแรกๆ ซึ่งแกก็ขอหงายการ์ดให้สัมภาษณ์สื่อว่าหากเป็นตัวเองก็คงจะเปิดบ้านขายของไปแล้ว คงจะรวยแน่นอน ซึ่งทำเอาชาวเน็ตถึงกับก่ายหน้าผาก ว่าป้าเขารวยขนาดนี้จะไปอยากรวยอีกทำไม เขาอยากได้ความสงบสุขคืนต่างหากค่ะท่านผอ. เมื่อระดับเขตดูเหมือนจะไม่เวิร์ก ทีนี้ถึงคราวผู้ว่าฯม. 44 พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ลงเท้าเดินไปตรวจพื้นที่หน้าบ้านด้วยตัวเอง ผิดคิวหน่อยๆตรงที่ไปไม่นัดป้าหาได้อยู่บ้านรอไม่ จึงได้แต่สอบถามกันผ่านโทรศัพท์ที่เปิดสปีกเกอร์โฟนให้นักข่าวได้ยินเป็นพยาน ป้าก็วอนขอให้เร่งจัดการ ซึ่งผู้ว่าฯแกก็รวดเร็วฉับไว บอกว่านี่ผู้ว่าคนใหม่แล้ว จะไปพูดถึงอดีตก็จะชอกช้ำระกำใจเปล่าๆ เอาเป็นว่า “ตั้งแต่วินาทีนี้ จะช่วยดำเนินการให้ กทม.จะหาทางแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต”
พร้อมๆกับสั่งการปิด 2 ตลาดรอบบ้านป้าที่ไม่ได้รับอนุญาตทันที สั่งตรวจ 300 กว่าตลาดรอบกรุงไปด้วยจะได้ดูแฟร์ๆ ไม่พอตำรวจต่างๆก็ออกมารับลูก โดยเฉพาะผบช.น. พูดเลย โทร 191 แล้วต้องไปภายใน 10 นาที ทำให้เรื่องคดีเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป เมื่อขวานและเสียมของป้า สะเทือนไปถึงระบบการบริหารจัดการประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพ และทำเอาชาวร้านตลาดต้องประสบกับปัญหาทันที (จนชาวตลาดออกมาพูดว่านี่คือการจัดฉากของป้า)
ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น อย่างน้อยคุณูปการของป้าๆคือการทำให้หลายคนหันกลับมามองตัวเองว่า ที่ผ่านมา เรามีพฤติกรรมเหมือนสาวนาวาร่าหรือไม่
ส่วนใครที่คิดถึงเปรมชัย ก็ต้องบอกว่าที่ลุงแกหายไปก็เพราะยังไม่ถึงกำหนดฝากขังที่ลุงแกจะมารายงานตัว ต้องรอจนถึงวันที่ 26 มีนาคม ไม่เหมือนกับคดีอื่นๆที่จะต้องมารายงานตัวทุกผลัด 12 วัน แต่ครั้งนี้นับรวดเดียว 4 ผลัด เหตุก็เพราะว่าศาลทองผาภูมินั้นอยู่ห่างไกลและเข้าถึงยาก ศาลจึงออกข้อบังคับให้มารายงานตัวเมื่อครบ 4 ผลัดเพื่อความสะดวก หาใช่ว่ามีการเอื้อประโยชน์อย่างที่หลายคนคิด
ซึ่งพรานเปรมชัยเองก็คงยังอยู่ในประเทศไทย และข่าวบอกว่าคงจะไม่หลบหนีไปไหน เพียงแต่รอให้เรื่องซาลงในวันหนึ่ง

