มนัส สัตยารักษ์ ([email protected]) เขียนในนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11-17 มี.ค. 2559 เกี่ยวกับ “คดีโกโหลน : บทเรียนงานสืบสวนและสอบสวน” ซึ่ง พล.ต.อ.สล้าง เมื่อเป็น พ.ต.อ.สล้างได้รับมอบหมายให้ไปจับกุมผู้จ้างวานในคดีดังกล่าว ความว่า
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวน “คดีโกโหลน” ดำเนินไปตามกรอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) และตามโครงสร้างการจัดองค์กรตำรวจในขณะนั้น (พ.ศ.2526)
ตำรวจภูเก็ต อยู่ในสายบังคับบัญชาของ บก.ภ.10 (ที่ตั้ง-สุราษฎร์ธานี) ดังนั้น พล.ต.ต.วิรุฬห์ พื้นแสน (พล.ต.อ./ผู้ช่วย อ.ตร.) ผบก.ภ.เขต 10 ขณะนั้นจึงเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน
กรมตำรวจ โดย พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อ.ตร. ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งนายตำรวจอีกจำนวนหนึ่งจากกองปราบปรามมาร่วมสืบสวนสอบสวน นำโดย พ.ต.อ.สล้าง บุนนาค รอง ผบก.ป. (พล.ต.อ./รอง อ.ตร.)
อ.ตร.พิจารณาว่า พ.ต.อ.สล้างเป็นนายตำรวจที่รับราชการอยู่ภาคใต้หลายปี รวมทั้งเมื่อมาอยู่กองปราบปรามก็ไปทำงานในภาคใต้ มีผลงานปราบปรามจนได้ฉายา “เสือใต้” จากสื่อมวลชน คุ้นเคยกับชาวบ้านในพื้นที่และข้าราชการทุกฝ่ายเป็นอย่างดี
ก่อนออกคำสั่งแต่งตั้ง อ.ตร.เรียก พ.ต.อ.สล้างwปรายงานตัว มอบสิทธิให้เลือกตำรวจจัดทีมสืบสวนสอบสวนเพื่อประสานงานกับตำรวจภูธรเจ้าของท้องที่ทุกฝ่ายค่อนข้างปักใจเชื่อว่าเหตุที่ต้องฆ่ากันครั้งนี้มาจากความขัดแย้งในผลประโยชน์อันมหาศาลของการ “ค้าแร่เถื่อน” พ.ต.อ.สล้างเองก็เช่นเดียวกัน เพราะก่อนเกิดเหตุนี้ไม่นานมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรทางภาคใต้ร้องเรียนต่อกองปราบปรามว่าถูกขู่ฆ่า
ดังที่กล่าวแล้วว่า อาชีพที่สร้างความร่ำรวยมากที่สุดและเร็วที่สุดน่าจะเป็นอาชีพค้าแร่เถื่อน คนที่จะประกอบอาชีพ “สีเทาเข้ม” ระดับนี้ได้ต้องมือถึงและใจถึง มีอิทธิพลในกลุ่มข้าราชการ และมีบริวารรับใช้กว้างขวางทั้งในภูเก็ตและพังงา
ถ้าถึงต้องฆ่ากันน่าจะมีสาเหตุขัดแย้งรุนแรง หรืออาจจะถึงขั้นหักหลังกัน หรือพยายามล้มอีกฝ่ายหนึ่งให้พ้นไปจากเส้นทาง
นายโสภณ กิจประสาน เป็นชื่อแรกที่ตำรวจนึกถึง เพราะนายโสภณอยู่ในฐานะลูกช่วงขององค์การบริหารส่วนจังหวัด รับซื้อแร่จากผู้ขายและสามารถกำหนดราคาตามความความพอใจของตนเองได้
นายโสภณเป็นผู้ใหญ่บ้านท่านุ่น ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นตัวแทนรับซื้อแร่ของบริษัทไทยซาโก แต่อาชีพหลักที่สร้างเนื้อสร้างตัวเป็นผู้มีอิทธิพลคือค้าแร่เถื่อน (ไม่ต้องเสียค่าภาคหลวง) แก่ประเทศเพื่อนบ้าน
นายแสงชัย ศักดิ์ศรีทวี หรือโกโหลน ประกอบอาชีพค้าแร่เถื่อนเช่นกัน บางครั้งเข้าหุ้นกับนายโสภณและช่วยเหลือกันในลักษณะไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
ตำรวจสืบสวนทราบว่านายโสภณเริ่มระแวงนายแสงชัยจากการที่เรือขนแร่เถื่อนของนายโสภณถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในขณะที่เรือและแร่ของนายแสงชัยไม่ถูกจับกุม
และอีกครั้งหนึ่ง นายแสงชัยได้ขอซื้อแร่เถื่อนจากนายโสภณ โดยนายโสภณจะต้องนำแร่เถื่อนไปส่งให้ถึงเรือของนายแสงชัย แต่ระหว่างทางแร่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเสียก่อน นายโสภณขอให้นายแสงชัยรับผิดชอบทั้งค่าแร่และเรือที่ถูกยึด แต่นายแสงชัยปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบ เพราะตามประเพณีนั้นหากยังเดินทางไม่ถึงเรือผู้ซื้อ ผู้ซื้อไม่ต้องรับผิดชอบ
ทั้งคู่จึงผิดใจกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นมีการท้าทายและขู่อาฆาตกันเทียบกับนายแสงชัยโดยเอา “ธุรกิจ” เป็นเกณฑ์ นายแสงชัยนับว่ามีธุรกิจสีเทาเข้มกว่า เพราะมีเรื่องของยาเสพติดซึ่งเป็นธุรกิจสีดำด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบโดยถือ “พฤติกรรม” เป็นเกณฑ์ นายโสภณมีบทบาทในเชิง “โหด” เหนือกว่ามาก นอกจากรู้จักสนิทสนมกับนักการเมืองระดับสูงแล้ว เขายังมีบริวารประวัติร้ายหลายคนเพื่อปกป้องความปลอดภัยให้ตนเองและคุ้มกันการลักลอบขนแร่เถื่อน
นายโสภณสร้างสมบารมีจากการวิ่งเต้นช่วยเหลือบริวารเหล่านี้ให้รอดพ้นจากคดีที่ถูกกล่าวหาได้ บริวารเหล่านี้จึงไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
นอกจากมีคนประวัติร้ายเป็นบริวารแล้ว เขายัง “เลี้ยงดู” ตำรวจท้องที่บางนายที่มารับใช้อีกด้วย คนหนึ่งที่ใกล้ชิดจนรู้ทั่วกันเป็นตำรวจพังงาชื่อ จ.ส.ต.ชุบ บุญราช ซึ่งนายโสภณทำเรื่องขอตัวอย่างเป็นกิจจะลักษณะอ้างว่ามาดูแลความเรียบร้อยของตลาดค้าแร่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเท่ากับมาดูแลผลประโยชน์และคุ้มครองนายโสภณ
หลังเกิดเหตุตำรวจได้เสนอหน่วยเหนือย้าย จ.ส.ต.ชุบ ออกนอกพื้นที่เป็นงานแรก ผบช.ภ.9 ได้ออกคำสั่งย้าย จ.ส.ต.ชุบ ไปยัง สภ.ต.ละแอ อ.ยะหา จ.ยะลา ทันที
เมื่อ พ.ต.อ.สล้างลงพื้นที่ก็สืบทราบว่า จ.ส.ต.ชุบเป็นคนหาดใหญ่ ที่ให้ความนับถือ นายเคร่ง สุวรรณวงศ์ นายกเทศมนตรี กับ พ.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ (พล.ต.ท.) สวญ.สภ.อ.หาดใหญ่ พ.ต.อ.สล้าง “คิดนอกกรอบ” ไปขอให้ทั้ง 2 ท่านเกลี้ยกล่อม จ.ส.ต.ชุบ ให้เห็นแก่ราชการและบรรเทาความผิดของตนเอง โดยให้ความร่วมมือกับฝ่ายสืบสวน
ในที่สุด จ.ส.ต.ชุบยินยอมให้ความร่วมมือ จึงทำเรื่องขอตัวมาช่วยราชการกับฝ่ายสืบสวน และแล้วข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ “การสังหาร” ครั้งนี้ก็ปรากฏชัด มีรายละเอียดของเหตุการณ์ตามคำให้การของ จ.ส.ต.ชุบ ครบถ้วน
หน้าที่ของพนักงานสอบสวนก็คือรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คน เป็นมือปืน 2 คน กับผู้ร่วมมือติดตามเป้าหมายและส่งสัญญาณชี้เป้า 2 คน ส่วน จ.ส.ต.ชุบ ผู้จัดหาอาวุธปืนและขับรถยนต์พา 2 มือปืนไปทำการนั้นทางพนักงานสอบสวนได้ขอกันเป็นพยานตาม ป.วิ.อาญา
หลังให้ถ้อยคำแล้ว วันรุ่งขึ้น พ.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ให้ จ.ส.ต.ชุบพาพนักงานสอบสวนไปขุดอาวุธปืนที่ใช้เป็นอาวุธสังหารซึ่งตนเองเอาไปฝังไว้ในที่ดินของนายโสภณที่บ้านท่านุ่น คือปืนพกสั้น .357 และปืนยิงเร็วอัตโนมัติ .223 (เอ็ม 16) หลังจากนั้นนำไปยึดรถปิกอัพ (ดัทสัน) ของกลางที่ใช้เป็นพาหนะพามือปืนไปลงมือทำการ
กล่าวได้ว่า ยอมรับหมดเปลือกแล้วให้ความร่วมมือหมดตัว
พ.ต.อ.สล้างคงตระหนักถึงอิทธิพลรอบด้านของนายโสภณผู้ใช้จ้างวาน ดังนั้น ในวันที่ 1 สิงหาคม 2526 ก่อนจับกุมผู้ลงมือสังหาร (วันที่ 3 สิงหาคม 2526) จึงรายงานเป็นทางลับไปยัง พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อ.ตร. เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงจากการสืบสวนและรับรู้ล่วงหน้าถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
อ.ตร.ได้บันทึกต่อท้ายรายงานว่า “ทราบสำเนาส่ง พ.ต.อ.สล้างฯ ว่าข้าพเจ้ารับทราบและเข้าใจปัญหานี้ดี ขอให้ชี้แจงผู้ใต้บังคับบัญชามีความมั่นใจในการปฏิบัติงานนี้ และข้าพเจ้าจะยืนหยัดเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานนี้
ประมวลเรื่องนำเรียน ป.มท. เพื่อทราบ และนำเรียน ฯพณฯ รมว.มท. เพื่อทราบด่วนด้วย”
บันทึกต่อท้ายข้างต้นนี้ดูผิวเผินเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่หลังจากบริวารของ ฯพณฯ รมว.มท. พยายาม “พลิกคดี” อย่างสุดฤทธิ์ เราจึงเห็นได้ว่าบันทึกนี้ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าอธิบดีท่านนี้ไม่ธรรมดา ท่านกล้าดักคอรัฐมนตรี!

