หน้าแรก การเมือง ประมวลกฎหมายอ...

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กับการชุมนุมขอให้มีการเลือกตั้ง โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

27.02.18 | 13:00 น.

การที่จะกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญามาตราใด ผู้นั้นจะต้องกระทำการเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมาตรานั้นๆ หลักการพิจารณาในเรื่องนี้ นักกฎหมายทุกคนทราบดี แม้แต่นักศึกษาวิชากฎหมายระดับปริญญาตรีก็สามารถเข้าใจได้

สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 มีองค์ประกอบความผิดดังนี้

1.ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

2.มีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสอง คือกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ และขณะเดียวกันผู้กระทำก็ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

3.มีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

Advertisement

3.1 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

3.2 เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร

3.3 เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

การกระทำตามข้อ 1 มีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นแนวบรรทัดฐานดังนี้ “สมาชิกสภาผู้แทนลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล และรับรู้ถึงคำร้องของผู้แทนตำบลที่กล่าวว่ารัฐบาลดำเนินการปกครอง ทำนองคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถปราบปรามโจรผู้ร้าย ไม่สามารถแก้เศรษฐกิจให้ราษฎรฟื้นตัว เก็บภาษีไปใช้ในการป้องกันอำนาจของตัว ทั้งนี้เพื่อใช้ประกอบญัตติ เป็นการกระทำภายในขอบแห่งกฎหมาย และเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นความผิด” (คำพิพากษาฎีกาที่ 456/2478)

สําหรับเจตนาพิเศษตามข้อ 3.1 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้ายนั้น ถ้าไม่ถึงกับให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลังประทุษร้าย ก็ไม่เข้าองค์ประกอบตามข้อ 3.1

ในองค์ประกอบข้อ 3.2 นั้น แม้จะไม่ได้ละเมิดกฎหมาย แต่ถ้าก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นโดยทั่วๆ ไป มิใช่เฉพาะบางหมู่บางเหล่า ก็เข้าองค์ประกอบข้อนี้แล้ว

ส่วนองค์ประกอบข้อ 3.3 เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายบ้านเมือง มิได้หมายความว่าละเมิดกฎหมายทางอาญาเท่านั้น แม้แต่เป็นการล่วงละเมิดกฎหมายทางแพ่งก็เข้าองค์ประกอบข้อนี้แล้ว แต่ต้องเป็นการยุให้ประชาชนทั่วไปให้กระทำการเช่นนั้น

เพื่อความเข้าใจง่ายในเรื่องเจตนาพิเศษ ตามองค์ประกอบความผิดมาตรา 116 ขอให้พิจารณาแนวบรรทัดฐาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034-2041/2527 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ กับนายศักดิ์สิทธิ์ สุวรรณภักดี กับพวกจำเลย ดังนี้ ป. และ จ. จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีส่วนริเริ่มชวนนักศึกษา นักเรียน และประชาชนให้มาชุมนุมกัน ณ สนามหน้าเมืองที่เกิดเหตุมาแต่ต้น และกล่าวโจมตีขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนมีส่วนในการจัดตั้งหน่วยฟันเฟืองขึ้นจากผู้มาร่วมชุมนุม จนคนเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นจำนวนหลายพันคน ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ขว้างปา และวางเพลิงเผาจวนผู้ว่าฯ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสอง ตลอดจนนักศึกษา นักเรียน และประชาชนดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่อง ในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรอีกสถานที่หนึ่งด้วย

จากความหมายขององค์ประกอบกฎหมายดังกล่าว ตลอดจนแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการแสดงออกของกลุ่มที่เรียกกันว่า BMK39 ซึ่งกำลังถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 อยู่ในขณะนี้ น่าจะไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา ด้วยเหตุผลที่ว่า การเข้ามาร่วมของบุคคลกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์จะขอให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีที่มีการแสดงความประสงค์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคน จะต้องไปเลือกตั้งผู้แทนของตน ทั้งยังมีบทบัญญัติที่ให้ผู้ละเลยไม่ไปเลือกตั้งต้องเสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ในฐานะประชาชนชาวไทยไว้อยู่หลายประการ ดังนั้นแทนที่กลุ่มที่มาขอเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งจะต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 ผู้ที่ควรถูกดำเนินคดีน่าจะเป็นฝ่ายที่ขัดขวางหรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่ให้มีการเลือกตั้งมากกว่า การมุ่งดำเนินคดีกับกลุ่ม BMK39 ในความผิด ตามประมวลกฎหมายมาตรา 116 น่าจะเป็นการหลงประเด็นข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับเรื่องที่มีกลุ่มนักศึกษาพากันโดยสารรถไฟเพื่อจะเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ เพื่อไปทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อสังคมมีข้อเคลือบแคลงใจ ในเรื่องการก่อสร้างอุทยานแห่งนี้ ว่าอาจจะมีการทุจริตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 33(1) แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองขัดขวางการเดินทางถึงกับมีการตัดรถไฟขบวนนั้น โดยอ้างว่าที่กระทำการดังกล่าวเพราะได้รับทราบมาว่ามีบุคคลอีกกลุ่มไปดักรอจะทำร้ายขบวนของนักศึกษากลุ่มนี้ การกระทำดังกล่าวของผู้มีอำนาจโดยเฉพาะในสายกระบวนการยุติธรรม เป็นการหลงประเด็นข้อกฎหมาย อาจจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า ข.กับพวกพร้อมอาวุธปืนมาดักรอยิง ก. แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาจับกุม ก. ซึ่งเป็นผู้ที่จะถูกยิง แทนที่จะจับกุม ข.กับพวก ที่ดักทำร้าย ก. ซึ่งเป็นผู้ตระเตรียมการกระทำความผิด ดังนี้ถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหลงประเด็นข้อกฎหมาย

การตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายมาตรา 116 ต่อกลุ่มคนต่างๆ จึงต้องกระทำโดยรอบคอบ ก่อนดำเนินการต้องศึกษาองค์ประกอบความผิดของกฎหมายให้เข้าใจชัดเจนเสียก่อน มิฉะนั้นจะเกิดผลเสียหายแก่ผู้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้ดำเนินการตามข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา ตลอดจนสังคมส่วนใหญ่ อาจมีความเข้าใจไขว้เขว
ในบทบัญญัติของกฎหมาย ผลก็คือแทนที่จะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย อาจจะมีผลตรงข้าม

สรุปว่าการใช้มาตรา 116 อย่างไม่รอบคอบ อาจเกิดผลเสียหายดังนี้

1.ผู้ถูกกล่าวหาตลอดจนครอบครัวผู้เสียหาย จะถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และหากจะต้องมีการขอประกันตัว ถ้าไม่อยู่ในฐานะมีเงินหรือทรัพย์สินที่จะยื่นประกันตัวเองได้ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินบุคคลอื่นอันเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง

2.ถ้าการกล่าวหาตามมาตรานี้กระทำกันอย่างง่ายๆ โดยไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบเสียก่อน สังคมจะหวั่นไหว ไม่กล้าจะออกมาแสดงความเดือดร้อนที่ได้รับ ให้ผู้มีอำนาจได้แก้ไข ความทุกข์ก็จะต้องเก็บไว้ จนกระทั่งความอดทนนั้นถึงที่สุด นอกจากนี้ยังอาจมีผลกระทบกลับมายังผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น อาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด…” ก็เป็นได้

3.กฎหมายมาตรานี้ อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาหมวด 2 ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งบัญญัติไว้ตั้งแต่ มาตรา 113 คือความผิดฐานเป็นกบฏ ซึ่งต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ถึงมาตรา 118 ส่วนมาตรา 116 ระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี เป็นความผิดที่มีลักษณะอุกฉกรรจ์ กฎหมายจึงกำหนดโทษไว้สูงมากถึงขั้นประหารชีวิต (มาตรา 113) จึงจำเป็นต้องตีความโดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้ผู้มีอำนาจนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น มิฉะนั้นกฎหมายก็จะคลายความศักดิ์สิทธิ์ ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นในสังคมทุกหย่อมหญ้า จึงควรมีการควบคุมให้มีการใช้กฎหมายมาตรานี้ในกรณีจำเป็นจริงๆ และไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น

อนึ่ง ผู้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับชั้น สมควรจะยึดหลัก พระโอวาทของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (อดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งให้แก่เทศาภิบาล (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ความว่า “เจ้าคุณ อำนาจอยู่ที่ราษฎรเชื่อถือ ไม่ใช่อยู่ที่พระแสงราชศัสตรา จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเจ้าคุณทำให้ราษฎรเชื่อถือด้วยความศรัทธาแล้ว ไม่มีใครถอดเจ้าคุณได้แม้ในหลวง เพราะท่านก็ทรงปรารถนาให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขเช่นเดียวกัน”

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช.
อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาล
และหลักทั่วไปว่าด้วยการพิจารณาคดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์