‘จาตุรนต์’ชี้คำว่า’บิดเบือน’ใน กม.ประชามติจะมีปัญหาเรื่องการตีความ และอาจมีการใช้บทลงโทษที่รุนแรง-ไม่เป็นเหตุผลเพื่อมาปิดกั้นการแสดงออกของผู้ที่เห็นต่าง
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การลงประชามติยังจะมีประโยชน์อะไร กกต.เสนอกฎหมายประชามติที่จะหาทางป้องกันการขัดขวางการลงประชามติด้วยการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง เรื่องนี้คงไม่ค่อยมีใครว่าอะไร ขอให้ กกต.เอาจริงกับผู้ที่ขัดขวางการลงประชามติเถอะ อย่าทำเหมือนตอนที่มีคนขัดขวางการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่ กกต.นอกจากจะหน่อมแน้มเป็นพิเศษ กกต.บางคนยังให้ท้ายการขัดขวางการเลือกตั้งอย่างออกนอกหน้าด้วย ทั้งนี้ ปัญหาของกฎหมายประชามติมาอยู่ที่การจัดเอาผู้ที่เห็นต่างเข้าไปอยู่เป็นพวกเดียวกับผู้ขัดขวางการเลือกตั้งด้วยการใช้คำว่าบิดเบือน ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าแค่ไหน อย่างไรจึงถือว่าบิดเบือน แม้แต่ กกต.บางคนเองก็ยังยกตัวอย่างว่าคำว่าสืบทอดอำนาจ เขาเองไม่เห็นว่าเป็นการบิดเบือน แต่ กกต.อีก 4 คนอาจเห็นว่าบิดเบือนก็ได้ หลายคนเป็นห่วงว่าคงเกิดการตีความจนวุ่นวายกันไปใหญ่ แต่ตนว่าถ้าเป็นแบบนี้คงไม่มีการตีความอะไรกันมาก เพราะเมื่อความไม่ชัดเจนที่ต้องตีความนี้ถูกโยงเข้ากับการลงโทษหนักถึง 10 ปี และอาจเพิ่มเติมด้วยความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีก 5 ปีด้วย เกิดการตีความไม่กี่ครั้ง คงไม่ค่อยมีใครอยากเสี่ยง ทำไปทำมา การแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญกำลังจะกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายร้ายแรงไปแล้ว เมื่อวานประธาน กรธ.เพิ่งให้สัมภาษณ์โอ้อวดสรรพคุณของร่างรัฐธรรมนูญของท่าน ท่านว่าถ้าทุกคนปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนี้แล้วก็จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร พูดอีกก็ถูกอีก เพราะการรัฐประหารเองคือการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หากปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะไม่ทำรัฐประหาร แต่เข้าใจว่าที่ท่านออกแบบรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านคงตั้งใจให้ผู้ที่มักจะทำรัฐประหารทั้งหลายสามารถมีอำนาจเหนือรัฐบาล จนไม่รู้ว่าจะทำรัฐประหารไปทำไมเสียมากกว่า
ท่านประธานยังบอกว่าหากประชาชนได้อ่านและเข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง ไม่ถูกใครบิดเบือน เชื่อว่าประชาชนจะชอบ รับได้ มีความสุข แต่ประเด็นสำคัญที่ท่านพูดมาอยู่ตรงคำว่า บิดเบือน ซึ่งไปสอดคล้องคำที่ กกต.ใช้อยู่ในกฎหมายประชามติพอดิบพอดี แสดงว่าท่านก็หวังจะให้ร่างของท่านผ่านด้วยการอาศัยกฏหมายประชามติที่ใช้คำว่า “บิดเบือน” และการลงโทษที่รุนแรงอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลมาปิดกั้นการแสดงออกของผู้ที่เห็นต่างนั่นเอง
“น่าเป็นห่วงว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าถูกทำให้ชัดขึ้นจากการควบคุมตัวผู้เห็นต่างไปไว้ในที่ๆ ไม่เปิดเผยด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปรับทัศนคติ ล่าสุดคือกรณีนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมักแสดงความเห็นต่างทางการเมืองโดยเฉพาะในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญอยู่เป็นประจำ ถ้าติดตามกันดีๆ จะพบว่าความเห็นของนายวรชัย ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อส่วนรวมแต่อย่างใดเลย โดยมากมักเป็นการพูดแบบตรงไปตรงมา บางครั้งอาจจะดุเด็ดเผ็ดมันสักหน่อย แต่ที่นายวรชัยแสดงความวิตกความห่วงใยต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะที่ห่วงว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งและวิฤต เหมือนเป็นกับดักอยู่ข้างหน้านั้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่สังคมไทยโดยเฉพาะผู้มีอำนาจน่าจะต้องรับฟังอย่างมากด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการคุมตัวไปไว้ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ด้วยเหตุผลว่าคุณวรชัยพูดในทางที่ไม่สร้างสรรค์และจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ลำพังคุณวรชัยนั้น ตนเชื่อว่าถึงจะมีใครพยายามจะไปปรับทัศนคติอย่างไร ก็คงไม่สามารถทำให้เปลี่ยนความคิดไปได้ ที่เป็นห่วงก็คือการควบคุมตัวในลักษณะข่มขู่และคุกคามที่กระทำต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้จะทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกได้ว่าการลงประชามติที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องไร้สาระไม่มีประโยชน์อะไรเอาเสียเลย การลงประชามติที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม ให้ฝ่ายสนับสนุนพูดได้ข้างเดียวเช่นนี้ ประชาชนจะไม่ได้ตัดสินอะไร เพราะผลที่จะออกมาได้ถูกกำหนดไว้เสียแล้ว บางท่านอาจจะบอกว่าไม่เป็นไร เขาไม่ให้เราตัดสินในการลงประชามติ เราก็ไปตัดสินกันในตอนเลือกตั้ง ต้องขอทำความเข้าใจอีกครั้งครับว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าผ่านแล้ว ถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ประชาชนจะตัดสินอะไรไม่ได้เลย” นายจาตุรนต์ระบุ

