หน้าแรก การเมือง โพลชี้ ส.ว.สร...

โพลชี้ ส.ว.สรรหา ได้คนหลากหลายจริง แต่ไม่เป็น ปชต.-ค้านนายกฯคนนอก

27.03.16 | 17:59 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,326 คน ระหว่างวันที่ 22-26 มีนาคมที่ผ่านมา จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอปรับปรุงเนื้อหาในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอนั้น เมื่อถามว่าเห็นชอบให้มี ส.ว.จำนวน 250 คน ที่แบ่งเป็น 200 คน มาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาตามที่ คสช.กำหนด ส่วนอีก 50 คนมาจากการเลือกกันเองของส่วนภูมิภาคตามสาขาวิชาชีพ 20 ด้าน ทั้งนี้กำหนดให้บุคคลใน คสช.และผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสามารถเป็น ส.ว.ได้นั้น ในแง่ของผลดี ประชาชนร้อยละ 74.91 เห็นว่าทำให้ได้คนที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพและตัวแทนที่มาจากส่วนภูมิภาค ร้อยละ 72.77 เห็นว่าได้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน ร้อยละ 62.51 ทำงานคล่องตัวเป็นอิสระ ตรวจสอบได้ง่าย ร้อยละ 54.81 สานต่องานหรือนโยบายต่างๆ ที่กำหนดไว้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามเวลา ส่วนผลเสีย ประชาชนร้อยละ 77.29 เห็นว่าไม่มีส่วนร่วมในการเลือก ส.ว. ไม่เป็นประชาธิปไตย ร้อยละ 74.06 ระบุว่าทำให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น แบ่งพรรคแบ่งพวก ร้อยละ 69.47 อาจเกิดความขัดแย้งภายหลัง ร้อยละ 63.1 เห็นว่าการที่ ส.ว.ไม่มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้ไม่มีอำนาจตรวจสอบเท่าที่ควร

สำหรับบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง 1 ใบนั้น ในแง่ของผลดี พบว่าประชาชนร้อยละ 70.96 เห็นว่าประหยัดงบประมาณกระดาษ กำลังคนและเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 62.4 ระบุว่าทำให้การกาบัตรสะดวก เข้าใจง่าย ร้อยละ 59.32 เห็นว่าเจ้าหน้าที่สามารถนับคะแนนได้เร็ว ตรวจสอบง่าย ร้อยละ 55.93 ประชาชนได้มีส่วนร่วมมีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจเลือก ส.ส.ที่ต้องการ ขณะที่ผลเสีย พบว่าประชาชน ร้อยละ 70.15 เห็นว่าจำกัดสิทธิประชาชน ร้อยละ 68.9 ระบุว่าเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงตำแหน่งส.ส. ทำให้เกิดการทุจริต ร้อยละ 54.02 เห็นว่าทำให้โอกาสของผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเลือกเข้ามามีน้อยมาก ร้อยละ 49.73 อาจได้นักการเมืองหน้าเดิมๆ เข้ามา ไม่เกิดการพัฒนาทางการเมืองอย่างแท้จริง

เมื่อถามถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ กรธ.ที่ให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อว่าที่นายกฯจำนวน 3 คนตามเดิม แต่ถ้า ส.ส.ไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จะต้องเปิดประชุมร่วมกันรัฐสภาเพื่อลงมติด้วยเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภา เพื่อของดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จากนั้นสภาจะพิจารณาว่าจะให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯเป็นหรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ ด้านผลดี พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 81.33 ระบุว่าทำให้ได้รู้ล่วงหน้าว่าแต่ละพรรคส่งใครเป็นนายกฯบ้าง ร้อยละ 61.51 เห็นว่าเปิดโอกาสให้คนนอกหรือคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 58.87 ระบุเป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองร่วมกัน อยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้ ร้อยละ 41.2 เห็นว่าทำให้การเมืองไม่อึมครึม ข้อเสนอต่างๆ มีความชัดเจน จะได้รู้ทิศทางในการทำงาน ส่วนผลเสีย ประชาชนร้อยละ 83.42 เห็นว่าจะทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย ออกมาคัดค้านเคลื่อนไหว สร้างความขัดแย้ง วุ่นวายในสังคม ร้อยละ 71.02 ทำให้ คสช.ถูกมองว่าใช้อำนาจมากเกินไป เผด็จการ เป็นการสืบทอดอำนาจจาก คสช. ร้อยละ 65.28 ระบุว่าถ้าเป็นนายกฯคนนอกเข้ามาโดยที่ประชาชนไม่ได้เลือก อาจเกิดความไม่พอใจ ร้อยละ 60.74 เห็นว่าถ้าที่มาของนายกฯไม่โปร่งใสไม่เป็นธรรม ต่างชาติอาจไม่ยอมรับ