‘ชายหมู’ ไม่อยู่ไทย บินโปรตุเกส โฆษกส่วนตัว เผยนึกไม่ออกสาเหตุพรรคตัดหาง

เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายวสันต์ มีวงษ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะโฆษกประจำตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ให้สัมภาษณ์กรณีนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค กทม. ร่วมกันแถลงจุดยืนคณะกรรมการบริหารพรรคกรณีที่มีแนวทางการบริหารแตกต่างกันระหว่างพรรคกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร โดยระบุว่า จากนี้ไปการบริหารของ กทม.ถือเป็นการดำเนินการโดยเอกเทศของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เพราะพรรคไม่สามารถใช้ระบบและกลไกในการสนับสนุนติดตามตรวจสอบ การทำงานของกทม.ได้

นายวสันต์กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการแถลงครั้งนี้ในนามพรรคหรือตัวบุคคล เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นองค์กร มีกฎเกณฑ์ที่ต้องเคารพชัดเจน และมีกรรมการบริหารพรรคขับเคลื่อนการทำงาน จึงไม่แน่ใจว่าการแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นในนามพรรคอย่างแท้จริงหรือไม่ และไม่ทราบด้วยว่าสาเหตุของการแถลงเกิดจากเหตุผลใด หากจะระบุว่าเป็นเพราะผู้ว่าฯกทม.ไม่ให้ความร่วมมือกับพรรค แต่ที่ผ่านมาทุกครั้งที่พรรคประสานเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ผู้ว่าฯกทม.ก็ยินดีช่วยเหลือมาโดยตลอด

มีแต่ในช่วงเวลานี้ที่อยู่ภายใต้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกำหนดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ว่าฯกทม.ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การจะทำอะไรจึงต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะสิ่งที่จะหารือร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีอุดมคติว่าทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากทำอะไรลงไปจะอธิบายกับสังคมต่อไปอย่างไร

นายวสันต์กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถติดต่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้นั้น ตนเชื่อว่าต้องมีการติดต่อพูดคุยถึงกรณีต่างๆ กันอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ไม่ได้มีการนัดหมาย น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ตนก็ไม่ทราบ และก็ไม่คิดว่าจะเป็นสาเหตุให้ถึงขั้นขับออกจากพรรค ส่วนกรณีที่ผ่านมาสมาชิกพรรคฯ ได้ออกมากล่าวหา ผู้ว่าฯกทม. อย่างต่อเนื่อง ทางผู้ว่าฯก็ไม่เคยตอบโต้และได้พูดอยู่เสมอว่าทุกคนในพรรคคือพี่น้องที่อยู่ร่วมกันมานาน จะไม่กระทำการใดๆ ที่ทำให้พรรคเจ็บปวด ต้องคิดถึงพรรคฯเป็นหลัก เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีบุญคุณต่อผู้ว่าฯ มาก

“ผู้ว่าฯกทม.ปฏิบัติหน้าที่มาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการตรวจสอบการทำงานอยู่เสมอ แต่ในช่วงปีสุดท้ายของการทำงาน กลับมีการกล่าวหาผู้ว่าฯกทม. ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องในอดีตที่นำกลับมาพูดซ้ำเพื่อให้เกิดความเสียหาย จึงเชื่อว่าอาจมีบางฝ่ายพยายามสร้างเรื่องเพื่อให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ปลดผู้ว่าฯกทม.ออกจากการทำงาน แต่เกิดจากเหตุผลใดนั้นก็ไม่ทราบ อย่างไรก็ตามผู้ว่าฯ กทม.ได้บอกกับคณะผู้บริหารเป็นประจำว่าให้มุ่งมั่นทำงานในช่วงปีสุดท้ายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงตัวท่านว่าจะเป็นอย่างไร” นายวสันต์ กล่าวและว่า ขณะนี้ผู้ว่าฯกทม.อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ในการลงนามความร่วมมือระหว่างเมืองพี่เมืองน้อง(Sister Cities) กับเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 18-23 มกราคม ซึ่งเมื่อผู้ว่ากลับมาจากการปฏิบัติงานต่างประเทศ ตนเชื่อว่าผู้ว่าฯจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ทำเช่นเดิม คงจะไม่มีการแถลงข่าว เพราะหลักการทำงานของผู้ว่าฯกทม.คือตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นก็ตาม

ด้านนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ตนทำงานภายใต้นโยบายของผู้ว่าฯกทม. และตามกฎหมายกทม. คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ซึ่งการตัดสินใจใดๆ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้กระทบกับการทำงานของตน เพราะตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคก็ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของตน จึงเป็นเรื่องระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กับพรรคเท่านั้น ที่จะพิจารณาร่วมกัน

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีกระทบใดๆ กับการแถลงข่าวของสมาชิกพรรคในครั้งนี้ ตนยังคงทำหน้าที่รองผู้ว่าฯกทม. ตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯกทม. ได้มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามงานในสำนักงานเขตต่างๆ ตลอดทั้งวัน จึงได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ติดตาม ได้คำตอบว่า นางผุสดี ระบุว่ายังไม่เห็นรายละเอียดของการแถลงข่าวที่ชัดเจน จึงยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ใดๆ ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon