‘ปชป.’ ยื่น ‘บิ๊กตู่’ ถกหารือร่วมลงทุนรถไฟเร็วสูงกับจีนอีก ชี้ ทำเองเสี่ยง-ไม่คุ้มค่า

28.03.16 | 13:17 น.

ปชป. แนะ บิ๊กตู่ หารือจีนร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูง ชี้ ทำเองเสี่ยงเกินไป ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เป็นตัวแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อเป็นข้อมูล ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาด้านกิจการรถไฟ หลังจากรัฐบาลประกาศเดินหน้าลงทุนรถไฟความเร็วสูงด้วยตัวเอง ในเส้นทาง กทม.- นครราชสีมา โดยนายกรณ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบราง รวมถึงการลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมในโครงการรถไฟความเร็วสูง จึงมีข้อเสนอ ข้อสังเกต ดังนี้ 1. เส้นทางรถไฟความเร็วสูงแต่เดิมกำหนดไว้ว่าต้องถึงหนองคาย เพื่อเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงที่จีนมีแผนจะสร้างจากคุณหมิงผ่านลาว มาต่อกับเส้นทางของเรา กระทรวงคมนาคมสมมุติฐานว่า ในระยะแรกจะมีผู้โดยสารบนเส้นทางนี้ 7.5 ล้านเที่ยวต่อปี โดยในระยะยาวจะเพิ่มเป็น 20 ล้านเที่ยวต่อปี ดังนั้น แผนใหม่ของรัฐบาลที่เริ่มจาก กทม.- นครราชสีมา ซึ่งไม่เชื่อมกับรถไฟจีนจะมีผลกระทบในทางลบกับสมมุติฐานนี้อย่างมาก และจะส่งผลให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการเงินลดลงเช่นอย่างมากเช่นเดียวกัน ตลอดจนทำให้มิติความร่วมมือในภูมิภาคนี้ขาดหายไปอย่างชัดเจน นอกจากนี้โครงการนี้อาจจะซ้ำซ้อนกับโครงการรถไฟทางคู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะพัฒนาในระบบราง 1 เมตร ในระยะทางที่ลดลงเหลือ 250 กิโลเมตร อาจทำให้ความได้เปรียบทางเวลาลดลง

กรณ์

นายกรณ์ 2. โครงการนี้มีความเสี่ยงทางการเงินมากเกินกว่าฝ่ายไทยจะแบกรับภาระไว้ในฐานะผู้ลงทุนเพียงผู้เดียว แม้เราสมมุติว่า จีนยังคงให้เงินกู้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 และรัฐบาลไทยต้องกู้ยืมเงินลงทุนประมาณ 170,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่า รัฐบาลไทยจะต้องรับภาระดอกเบี้ยสูง ประมาณ 3,400 ล้านบาทต่อปี และถ้าเรามีสมมุติฐานเพิ่มเติมว่า ค่าโดยสารจะกำหนดไว้ที่ เที่ยวละ 500 บาท หมายความว่าจะต้องมีผู้โดยสารถึง 7 ล้านเที่ยวต่อปี เพื่อจะมีรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย ซึ่งเป็นจำนวนผู้โดยสารในสมมุติฐานเดิมของกระทรวงคมนาคมในกรณีที่รถไฟวิ่งผ่าน จ.ขอนแก่น อุดรธานี ถึงหนองคาย และเชื่อมกับผู้โดยสารจากประเทศลาว และจีน บวกกับผู้โดยสารบนเส้นทาง อ.แก่งคอย-จ.ระยอง ที่ได้มีการยกเลิกไปด้วย ดังนั้นจึงมองว่าโครงการนี้จะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงินได้ในกรณีที่เราให้จีนร่วมลงทุนด้วยเท่านั้น ทั้งนี้หากรัฐบาลไทยไม่ดำเนินการตามนี้จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าโครงการนี้จะเป็นภาระต่อภาษีที่จะต้องชดเชยการขาดทุนในอนาคตต่อไป

“3.การลงทุน การบริหาร และการดูแลกิจการรถไฟความเร็วสูงนี้ ควรดำเนินการโดยบริษัทร่วมลงทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทยมีภารกิจมากอยู่แล้วในการดำเนินการลงทุนสร้างทางคู่ในระบบรถไฟปัจจุบัน และยังมีความจำเป็นในการปฏิรูปการบริหารการรถไฟเพื่อประสิทธิภาพ การทำงานขององค์กรด้วย 4. การลงทุนโครงการนี้และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ควรต้องผ่านการพิจารณาของผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมให้รอบคอบตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ มิเช่นนั้น โครงการจะหมดความยอมรับและอ่านไม่บรรลุผลตามความตั้งใจของรัฐบาล” นายกรณ์ กล่าว

Advertisement

นายกรณ์ กล่าวว่า 5. การเจรจากับรัฐบาลจีนจะบรรลุล่วงได้ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เจรจาหลักการสำคัญโดยตรงกับผู้นำรัฐบาลจีนเท่านั้น เนื่องจากความล่าช้าที่ผ่านมาเกิดจากปัญหาความสับสนและการไม่สามารถตัดสินใจได้ของหน่วยงานจากทั้งสองฝ่าย เพราะขาดความมั่นใจและการให้ความสำคัญต่อข้อพิจารณาในภาพรวม ตลอดจนความสำคัญของโครงการนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ 6.การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง จะเน้นการขนส่งผู้โดยสารเป็นหลัก มิใช่เพื่อขนส่งสินค้า ดังนั้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญ เรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อย่างเร่งด่วน ด้วยการดำเนินการเร่งรัดโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้า อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศโดยเร็ว