เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางไปพบปะชาวบ้านชุมชนร่มไทร “ไทยทรงดำ” ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรับฟังวิถีการดำรงชีวิต สภาพปัญหา ความต้องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน โดยชุมชนขอสนับสนุนห้องน้ำสำหรับกลุ่มทัศนศึกษาและดูงานอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเพื่อเป็นศูนย์ศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนซึ่งจะสร้างด้วยวัสดุท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเข้าชมจุดท่องเที่ยวในเขตทหารอากาศที่กองบิน 5 อ่าวมะนาว โดยมีผู้บังคับการกองบินนำชมเขาล้อมหมวก ในวันเดียวกันนี้มีผู้เดินทางขึ้นปีนเขาดังกล่าวถึง 400 ราย
จากนั้น ได้เดินทางไปชมพาน (ปลา)สราญวิถี แลนด์มาร์คของอ่าวประจวบฯ ในฐานะอดีตสะพานปลาที่เปลี่ยนมาเป็นจุดชมวิวที่อาจพัฒนาเป็นมารีน่าเรือยอรท์ต่อไปในอนาคต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นำชม ต่อมา เข้าเยี่ยมชุมชนประมงแล้วปีนสำรวจบันไดสูงราวตึก12ชั้นขึ้นไปเข้าถ้ำพระนอนวัดอ่าวน้อย ในเขตอุทยานฯ
“บันไดปูนบริเวณดังกล่าว มีรอยหักแตกและชำรุดเป็นแห่งๆ จึงแนะนำให้นายอำเภอและ ท่องเที่ยวและกีฬาจ.ประจวบฯร่วมกัน ตั้งคำของบประมาณเพื่อซ่อมบำรุง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ของสาธุชนและนักท่องเที่ยวผู้มาไหว้สักการะองค์พระนอนในถ้ำ และรองรับนักท่องเที่ยวผู้ใช้บริการขึ้นจุดชมวิว สำหรับแนวถนนริมหาดและทางรถไฟตลอดแนวจากอ่าวประจวบ อ่าวกุยบุรี จนถึงอ่าวปราณฯ หลายช่วง รางรถไฟอยู่ติดชายหาดเลยก็มีจึงน่าพัฒนาเป็นมุมท่องเที่ยวทางรางได้หากจะมีชานชาลาให้ขึ้นลงได้ในอนาคต” นายวีรศักดิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำหนดการต่อจากนั้น เป็นการปลูกต้นพะยอมที่วนอุทยานท้าวโกษา บริเวณเขากระโหลก ปราณบุรี และย้อนเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรีเพื่อประชุมกลุ่มสหกรณ์การเกษตรดอนขุนห้วย โดยทางสหกรณ์อธิบายว่ามีผู้เดินทางมาขอท่องเที่ยวดูงานมากขึ้นเรื่อยๆ นายวีระศักดิ์จึงสนับสนุนการทำป้ายบอกทาง ป้ายหน้าโครงการ ห้องน้ำคนเดินทาง และการซ่อมสนามกีฬาชุมชนขนาดเล็กๆ
ต่อมา เดินทางไปยังบ้านถ้ำเสือ ที่แก่งกระจานซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์ บริการลงล่องแพ และเรือยางในแม่น้ำเพชรบุรีที่เริ่มมีผู้นิยมตลอดปี
“รู้สึกทึ่งกับโครงการธนาคารต้นไม้ของชุมชนที่เอาบรรดาต้นไม้ยืนต้นเดิมและป่าปลูกเสริมมาบันทึกพิกัดGPSทีละต้น..จนสามารถยื่นจดเป็น Carbon credit ซึ่งมีบริษัทญี่ปุ่นมาขอซื้อเครดิตจากการรักษาป่าของชุมชนนี้..แบบเหมาทุกปี..กลายเป็นรายได้ประจำของชุมชนสม่ำเสมอ..และแถมได้ระบบนิเวศน์ที่ดีขึ้นของชุมชนเองด้วย ชุมชนยังมีการปลูกหญ้าเนเปียร์..หญ้าอาหารสัตว์ที่ให้ราคาดีกว่สปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง4เท่า..เพราะหญ้านี้มีโปรตีนสูงกว่า..จึงราคาดีกว่ามาก..มีตลาดรับซื้อตลอด..ใช้หั่นมาผสมเป็นอาหารเลี้ยงปลาก็ได้..ดูแลง่ายเพราะนี่คือหญ้า เด็กนร.ในชุมชนได้รับการฝึกจนเป็นผู้มีใบรับรองการนับคาร์บอนเครดิตต้นไม้..ต้นก้ามปูใหญ่ริมน้ำมีราคาคาร์บอนเครดิตให้ชุมชนปีละ500บาท..ถ้ารักษาไว้ไม่ให้โค่นล้มไปได้..นี่คือภูมิปัญญา..ผสานกับการเปิดรับความรู้ใหม่มาช่วยสร้างรายได้และความยั่งยืนให้ชุมชนอย่างน่ายกย่อง” นายวีระศักดิ์กล่าว จากนั้นได้นำเมล็ดมะขามปั้นใส่ดินเหนียวชื้น ยิงด้วยหนังสติ้กเข้าป่าเพื่อเพิ่มต้นไม้ให้ป่าชุมชน













