ไม่เพียงแต่คำถามที่ว่าเอาหรือไม่เอานายกรัฐมนตรี “คนนอก” จะค่อยๆ พัฒนา กลายเป็นประเด็นอันแหลมคม
หากคำถามต่อ “รัฐประหาร” ก็จะยิ่งร้อนแรง
ในที่สุด จากท่าทีต่อรัฐประหาร ท่าทีต่อเอาหรือไม่เอานายกรัฐมนตรี “คนนอก” จะจัดระบบให้กับแต่ละพรรคการเมืองไปโดยอัตโนมัติ
1 พรรคการเมืองใดเอานายกรัฐมนตรี “คนนอก” พรรคการเมืองใดไม่เอานายกรัฐมนตรี “คนนอก”
1 พรรคการเมืองใดเห็นด้วยกับ “รัฐประหาร” พรรคการเมืองใดไม่เห็นด้วยกับ “รัฐประหาร”
นี่คือสันปันน้ำในทางการเมือง
กฎระเบียบโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 นั้นเองที่ก่อให้เกิดประเด็นอันแหลมคมเช่นนี้ขึ้น
เพราะเกรงว่าจะเหลื่อมซ้อนกับ “ประชานิยม”
เพราะเกรงว่ารายละเอียดอาจจะขัดกับแผน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”
ทำให้ “คำขวัญ” ในการเลือกตั้งจะแวดล้อมอยู่ 2 เนื้อหา
นั่นก็คือ เนื้อหาว่าพรรคการเมืองมีความเห็นอย่างไรต่อการรัฐประหารไม่ว่าเมื่อปี 2549 ไม่ว่าเมื่อปี 2557
ขณะเดียวกัน จากความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อ”รัฐประหาร” นั่นเองจะนำไปสู่การกำหนดท่าทีว่าจะเอาหรือไม่เอา นายกรัฐมนตรี “คนนอก”
แม้ว่าพรรคการเมืองจะไม่กล่าวถึง 2 ประเด็นนี้ ประชาชนนั่นแหละจะต้องถาม
เป็นคำถามที่สำคัญต่อการตัดสินใจเลือก หรือไม่เลือก
จากกรอบบังคับโดยรัฐธรรมนูญ จากกรอบบังคับโดยบทบาทของรัฐบาลที่ต่อเนื่องมาตลอด 4 ปีที่บริหารประเทศ
ทำให้ “คสช.” อยู่ในฐานะเป็น “ตัวตั้ง”
เพราะว่าพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับรัฐประหารก็ย่อมจะต้องเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ก็ย่อมจะต้องไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี “คนนอก”เพราะมองว่าเท่ากับเป็นการสืบทอดอำนาจ
นี่คือความร้อนแรงอันมากับ “การเลือกตั้ง”

