หน้าแรก การเมือง รู้ว่าเสี่ยง ...

รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง… โดย ณัชชาภัทร อมรกุล

8.03.18 | 11:16 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา กกต. ได้เปิดโอกาสให้มีการจดจองชื่อพรรคการเมือง เพื่อให้กลุ่มการเมืองที่สนใจสามารถเข้าไปยื่นคำขอแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองได้

ปรากฎว่าในวันแรกมีกลุ่มการเมืองตะลุยเข้าไปขอจดจองตั้งชื่อพรรคการเมืองถึง 42 กลุ่ม แม้ในวันต่อ ๆ มา พบว่าการจดจองค่อนข้างเงียบเหงา ส่วนกลุ่มที่เป็นที่จับตามอง ได้แก่กลุ่ม กปปส. และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยังไม่ได้ออกมาจดจองชื่อพรรค ณ วันที่เขียนบทความฉบับนี้ (7 มีนาคม 2560)


ปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้มีคำถามมาทางหลังไมค์หน้าไมค์มากมายว่า ทำไมคนถึงออกมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองมากมายถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่ บรรดาพรรคการเมืองเก่าแก่แต่ละพรรคต่างออกมาโอดโอยว่า กฎหมายพรรคการเมืองใหม่ที่ออกมาสร้างข้อแม้และภาระใหม่ ๆ เช่น การที่จะต้องหาฐานสมาชิกพรรค เงินสนับสนุนพรรค การจัดตั้งสาขาพรรค การจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด การทำไพรมารี ฯลฯ ในขณะที่กำหนดรูปแบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม และให้จับฉลากแยกเขต ก็มุ่งเน้นที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง

คำถามอีกข้อก็คือ กลุ่มคนที่มาจดจองพรรคการเมืองเห็นโอกาสอะไร ถึงได้ออกมาจดจองชื่อพรรคกันคึกคักขนาดนี้ มันต้องมีโอกาสในวิกฤติสินะ ไม่เช่นนั้นจะมีกลุ่มการเมืองมากมายสนใจที่จะตั้งพรรคการเมืองอะไรขนาดนี้

จริงๆ ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้มีคนออกมาจดจองพรรคกันอย่างคึกคัก หลักๆ คือเป็นการจับจองพื้นที่หรือประเด็นทางการเมือง หลายพรรคการเมืองประกาศทางสื่อว่าจะสนับสนุนให้ลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี บางกลุ่มการเมืองชูประเด็นเรื่องคนรุ่นใหม่ที่กล้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบเก่า บางกลุ่มการเมืองต้องการเข้ามาสานต่อการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จดังที่เคยประกาศก้องไว้

Advertisement

นอกจากนี้ข้อแม้ทางกฎหมายยังเปิดช่องให้พรรคระดับกลางได้เปรียบกว่าพรรคขนาดใหญ่ โดยการนับคะแนนแบบใหม่จะมีการนำคะแนนจากการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตไปคำนวณเพื่อจัดสรรให้ได้ตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นมันจึงมีโอกาสน้อยที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงท่วมท้นจนได้เป็นพรรครัฐบาลเด็ดขาด ซึ่งพรรคขนาดกลางมีโอกาสที่จะได้เข้าร่วมรัฐบาล และมีสิทธิจะต่อรองด้วยนะ

นอกจากนี้ระบบการเลือกตั้งยังเป็นอกเป็นใจให้กับพระรอง (the second best) เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบนี้ทำให้ทุกคะแนนเสียงมีค่า ซึ่งจากการคำนวณโดย กกต. คุณสมชัยประมาณการว่า คะแนนเสียงประมาณ 7 หมื่นคะแนนจะทำให้แต่ละพรรคได้คะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 เสียง ดังนั้นแม้ว่าผู้สมัครจากพรรคใดพรรคหนึ่งที่แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง โดยอาจจะได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ในเขตนั้น ๆ แต่คะแนนก็ไม่ตกน้ำหายไปไหน ทุกๆ 7 หมื่นคะแนนที่ไม่ได้เก้าอี้ ส.ส. เขต อาจจะทำให้ได้เก้าอี้บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ระบบเลือกตั้งแบบนี้ จึงทำให้กระจาย ๆ ที่นั่ง ส.ส. กันไปทุกพรรค ยากยิ่งนักที่พรรคใหญ่ๆ จะได้คะแนนไปอย่างเด็ดขาดเหมือนในสมัยก่อน

การเปิดโอกาสให้จดจองชื่อพรรคการเมืองเป็นเพียงแค่สัญญาณแรกของบรรยากาศทางการเมืองที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ยังมีภาระหน้าที่ให้พรรคการเมืองหน่ออ่อนที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่ต้องฝ่าฟันมากมาย เช่น ต้องได้รับการอนุมัติให้ใช้ชื่อพรรค ต้องหาเงินทุนประเดิมพรรค รวบรวมรายชื่อสมาชิกพรรค ที่สำคัญคือหากกลุ่มการเมืองได้เป็นพรรคการเมืองแล้วก็จะต้องติดอยู่ในกับดักที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองเหมือนพรรคการเมืองที่อยู่ในปัจจุบัน

ส่วนพรรคการเมืองเก่าจะต้องหาทางที่จะทำให้สมาชิกพรรคต้องพิสูจน์สถานภาพ และเมื่อกลุ่มการเมืองใหม่ได้เป็นพรรคการเมืองแล้ว เหล่าพรรคการเมืองก็จะต้องหาวิธีการที่จะให้สมาชิกพรรคจ่ายค่าสมาชิก และต้องมีหลักฐานว่าสมาชิกพรรคแต่ละคนได้บริจาคเงิน ต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้จำนวนที่กำหนดภายในระยะเวลาที่กำหนด การหาเสียงต้องส่งนโยบายของพรรคให้ กกต. ดูเรื่องความเป็นไปได้และแหล่งที่มาทางงบประมาณก่อน ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องคอยระวังใบเหลือง ใบดำ ใบแดง ใบส้ม …. ต้องฟอร์มรัฐบาล หลายๆ พรรคต้องต่อรองกันว่าจะให้ใครเป็นนายก ต้องระวังว่า อยู่ ๆ จะมีใครไปฟ้องให้ยุบพรรค การกำหนดนโยบายหลังจากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฯลฯ

การที่มีกลุ่มการเมืองออกไปจดจองชื่อพรรคกันอย่างมากมาย จึงเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ในที่สุดประเทศไทยต้องกลับเข้าไปสู่เกมการเมืองแบบประชาธิปไตย และเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นใหม่มากมาย เท่ากับเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายในประชาชน (แม้ว่าในที่สุดแล้วประชาชนจะเหลือบัตรเลือกตั้งแค่ 1 ใบ) แต่การที่มีกิจกรรมทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งเสริมให้บรรยากาศของการเลือกตั้งและการกับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยดูเป็นจริงเป็นจัง และแม้ว่าจะต้องถูกรัดรึงด้วยกฎหมายที่เข้มงวด ตลอดจนมีองค์กรมากมายที่ช่วยสอดส่องกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร แต่ถ้าหากได้อำนาจรัฐมาในมือ ก็ยังเป็นเรื่องน่าเสี่ยงและน่าลองอยู่ดี