หน้าแรก การเมือง นิติวิทยาศาสต...

นิติวิทยาศาสตร์ กรมอุทยานฯ โต้ศรีวราห์ ยันไม่ได้ใช้สารเคมีกับวัตถุพยานจนดีเอ็นเอคนหาย

11.03.18 | 18:42 น.
ภาพประกอบจากผู้ใช้ยูทูบ Janjira Pongrai

นิติวิทยาสัตว์ป่าฯอุทยานโต้ “บิ๊กปู”ไม่ได้ใช้สารเคมีกับวัตถุพยานจนดีเอ็นเอคนหาย ชี้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจดีเอ็นเอมนุษย์มาก่อนแล้ว อุจจาระในที่เกิดเหตุมีดีเอ็นเอ “เปรมชัย”ชัด เผยเก็บวัตถุพยานเข้าตู้นิรภัยอย่างดีก่อนส่งคืนตำรวจ พร้อมรายงานผลเจอดีเอ็นเอเสือดำในมีด-เขียงให้ตำรวจแล้ว ด้าน “จรัมพร”ยันไม่มีใครเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานได้

จากกรณีพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางไปติดตามการรวบรวมพยานหลักฐานการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน และพวกที่ บก.ปทส. เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่ากองพิสูจน์หลักฐานได้รับรายงานว่าได้รับมีดพก และมีอีโต้มาตรวจแล้ว ขาดเขียง ผลตรวจระบุว่ามีการปนเปื้อนจากสารเคมีที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ใช้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเสือดำ ตั้งแต่ครั้งแรกทำให้การตรวจดีเอ็นเอบุคคลไม่ชัดเจน เพราะถูกทำลายไป จึงไม่พบกับดีเอ็นเอของผู้ต้องหาทั้ง 4 คน


ล่าสุด น.ส.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า หลักฐานวัตถุพยานได้แก่ มีด จำนวน 6 เล่ม และชิ้นส่วนเขียง 1 ชิ้น ที่เกี่ยวข้องกับคดีรายนายเปรมชัย กรรณสูต ที่ได้มีการส่งคืนให้กับตำรวจ บก.ปทส.แล้วเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2561 เวลาประมาณ 17.20 น.(ส่งมอบคืน ณ หน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า) เพื่อนำส่งต่อให้กับตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบเพิ่มเติมละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในวัตถุพยานชิ้นที่ตรวจสอบพบดีเอ็นเอเสือของเสือดำ (จะเห็นว่าซองที่บรรจุวัตถุพยานแต่ละชิ้นได้เขียนคำว่า “ตรวจแล้ว” ซึ่งหมายถึงผ่านการตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของมนุษย์โดยตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานมาครั้งหนึ่งแล้ว ก่อนหน้าที่จะส่งมาให้แล็ปของกรมอุทยานฯ ตรวจพิสูจน์เพื่อหาดีเอ็นเอสัตว์ป่า)”

ทั้งนี้ น.ส.กณิตา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ในส่วนของการตรวจพิสูจน์ซากสัตว์ป่าและอุปกรณ์คือมีดที่ใช้ในการชำแหละเสือดำ และจากวัตถุพยานทั้งหมดที่มีตามที่ได้รับการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตรวจสอบ ในส่วนนี้เราสามารถพูดได้ว่าทั้ง 4 คนมีส่วนร่วมในการล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่วนใครเป็นคนลงมือในการล่านั้นเป็นเรื่องของการพิสูจน์ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรามีหน้าที่ตรวจวัตถุพยานเกี่ยวข้องที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และยืนยันได้แล้วดีเอ็นเอที่พบในมีดและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นเสือดำตัวเดียวกันจริง ทั้งนี้เราได้รับวัตถุพยานคือมีดในที่เกิดเหตุทั้ง 6 เล่ม และชิ้นส่วนเขียงขนาดเท่ากล่องไม้ขีดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในส่วนของมีดอยู่สภาพที่ถูกล้างทำความสะอาดมาแล้ว ซึ่งอาจเป็นการล้างหลังการชำแหละซากสัตว์ป่าเสร็จตั้งแต่อยู่ในป่าหรือไม่ หรือใครล้างตนก็ไม่ทราบ เหลือเพียงคราบเลือดติดอยู่ตามสันคมมีดเล็กน้อย ซึ่งเราไม่ได้ไปแตะต้องในส่วนนั้นเพราะตรวจดีเอ็นเอจากก้านสำลี ด้วยวิธีการ Swab ซึ่งตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้เตรียมมาให้ ตัวอย่างละ 2 ก้าน ซึ่งตรวจเพียงก้านเดียวก็ได้ผลออกมาแล้วว่าเป็นเสือดำตัวเดียวกันจริง ในส่วนชิ้นส่วนเขียงก็ตรวจพบดีเอ็นเอของเสือดำเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นเราได้ถ่ายภาพวัตถุพยานทั้งหมด โดยสวมถุงมือในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ

“งงนิดหน่อยที่บอกว่าเราใช้น้ำยาเคมีในการตรวจหาดีเอ็นเอเสือดำ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือจำเป็นต้องใช้น้ำยาเคมีอะไรทั้งนั้น เราตรวจหาดีเอ็นเอจากวัตถุพยานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมามอบให้ ที่สำคัญเรากลับเป็นผู้รักษาวัตถุพยานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียอีก โดยเก็บรักษาในตู้นิรภัยอย่างดีก่อนจะส่งมอบคืนให้แล้วทั้งหมด ” หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ กล่าว

Advertisement

น.ส.กณิตา กล่าวต่อว่า ในส่วนการตรวจหาดีเอ็นของมนุษย์นั้นเป็นการดำเนินการของกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งจะต้องตรวจหาลายนิ้วมือ และดีเอ็นเอของมนุษย์ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่ากองพิสูจน์หลักฐานตรวจในส่วนนี้แล้วก่อนส่งมีดและอุปกรณ์ต่างๆ มาที่กรมอุทยานฯ ส่วนจะพบอะไรหรือไม่นั้นต้องถามรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเท่าที่ทราบก็คือพบดีเอ็นเอของนายเปรมชัย กรรณสูตในอุจจาระที่เก็บจากที่เกิดเหตุด้วย ทั้งนี้ตนได้รายงานผลการตรวจดีเอ็นเอของเสือดำ และสัตว์ป่าที่พบในวัตถุพยานที่ทางตำรวจส่งมาตรวจที่แล็ปกรมอุทยานฯ ให้คณะกรรมการติดตามคดีกรณีการล่าสัตว์ป่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก ที่มีนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธาน ทราบแล้ว พร้อมทั้งส่งสำเนาผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอไปที่ บก.ปทส. ด้วย เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา คาดว่ากระบวนการหนังสือราชการน่าจะถึงมือ บก.ปทส. ในวันที่ 12 มี.ค.นี้

ด้าน พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการติดตามคดีกรณีการล่าสัตว์ป่าฯ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าพยานหลักฐานในกรณีนายเปรมชัยและพวกเข้าไปล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่ฯ มีความเชื่อมโยง และสามารถเอาผิดผู้กระทำผิดฐานร่วมกันกระทำผิดได้แล้ว ยืนยันว่าวันนี้ไม่มีใครไปเปลี่ยนพยานหลักฐานใดๆ ได้ตามที่สังคมมีข้อเป็นห่วง ซึ่งในวันที่ 12 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการติดตามคดีกรณีการล่าสัตว์ป่าฯ ที่กระทรวงทรัพยากรฯ ในเวลา 14.00 น. ซึ่งที่ประชุมคงจะมีการหารือในประเด็นต่างๆ ที่สังคมมีข้อห่วงใยด้วย