ถวิล ชี้ข้อหากบฏแรงไป อุบหนุนกปปส. แนะปชช.อย่าเลือกรบ.แบบเดิม-คนไม่ดีเข้ามา

“ถวิล” อุบ หนุน กปปส. หากตั้งพรรค “ระบุ” ต้องรอจนตัดสินใจวันหย่อนบัตร แนะปชช. หากไม่ต้องการปัญหาแบบเดิมก็เลือกคนแบบใหม่ ไม่ขอวิจารณ์การเมืองในขณะนี้

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 15 มีนาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคง (สมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ตนเองและแกนนำตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันกบฏ ที่สนับสนุนกลุ่ม กปปส.ชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ส่วนตัวคิดว่าการที่อัยการส่งฟ้องคดีในเรื่องดังกล่าวในช่วงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเรากำลังก้าวสู่ช่วงของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้ยืนยันโรดแมปการเลือกตั้งว่า จะมีขึ้นไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งสังคมไทยลืมเลือนข้อมูลเหล่านี้ เพราะปัจจุบันเดี๋ยวก็มีบุพเพสันนิวาส เดี๋ยวก็มีเรื่องของเสือดำเข้ามา ซึ่งก็น่าเห็นใจประชาชนที่มีเรื่องราวต่างๆเปลี่ยนแปลงเข้ามา ความสนใจต่างๆก็เปลี่ยนไป สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ดีที่จะสามารถย้อนเหตุการณ์ในช่วงปี ‭2556-2557‬ เป็นเหตุการณ์ที่คนหลายล้าน คนออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และต่อต้านนักการเมืองในสมัยนั้น เพื่อให้ประชาชนได้ทบทวน เพราะเรื่องของบ้านเมืองลืมไม่ได้ต้องทบทวนตัวเองตลอดเวลา

“ผมจำได้ว่าในขณะนั้นบ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะวิกฤตค่อนข้างมากจากนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบ จากผู้บริหารที่ไม่ดี จึงทำให้คนหลาย ล้านคนร่วมกันออกมาชุมนุมต่อต้าน และผลที่ตามมาก็มีคนกว่า 50 คนต้องคดีกบฏ ที่เป็นข้อหาที่มีโทษร้ายแรงมากดังนั้นจึงอยากให้เป็นบทเรียนว่าไม่มีใครมาช่วยเหลือเราบ่อยๆ วันนั้นถ้าคสช. ไม่เข้ามาระงับเหตุการณ์ ไม่เข้ามาบริหารบ้านเมืองแทน บ้านเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีตัวช่วยเข้ามาบ่อย ๆ ตัวช่วยแรกๆ ก็จะได้รับการชื่นชมเป็นพระเอก เข้ามาระงับเหตุการณ์สร้างความสงบให้เกิดขึ้นทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์ ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบในช่วงนั้น ก็อาศัยเหตุการณ์ที่เข้ามามากบิดเบือนข้อมูลทำให้ฝ่ายที่เป็นพระเอกกลายเป็นผู้ร้ายในตอนปลาย จึงอยากเตือนประชาชนว่าต้องช่วยตัวเอง ไม่ให้สภาและรัฐบาลแบบเดิมเกิดขึ้นมาอีก และทำอย่างไรจะได้ผู้แทนที่ดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไอ้ประเภทที่เอารองเท้าไปวางไว้บนโต๊ะ หรือเมาแล้วก็เข้าไปประชุมในสภาไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศหาคนอื่นมาช่วยไม่ได้ ท่านก็ต้องช่วยตัวเอง โดยการไม่เลือกคนเหล่านั้นเข้าไป” นายถวิลกล่าว

นายถวิล กล่าวว่าในเมื่อตนถูกฟ้องในคดีร่วมกบฎมีโทษร้ายแรง 2 ใน 3 คือการประหารชีวิต ซึ่งการร่วมต่อกบฏ โทษก็คือจำคุกอย่างน้อยตลอดชีวิต จึงอยากจะเตือนเอาไว้ แต่เมื่อศาลตัดสินแล้วต้นก็พร้อมน้อมรับและจะดำเนินต่างกันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนตัวขอติงอยู่นิดนึง คือการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวถือว่าแรงไป แล้วก็เหมารวมทั้งชุด บางคนขึ้นเวทีเพียง 1-2 ครั้งก็โดนข้อหากบฏ ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงอย่างมากแต่ก็ไม่เป็นไร พร้อมที่จะต่อสู้ตามกระบวนการ และจากการพูดคุยสรุปว่าทุกคนไม่ขัดข้องพร้อมต่อสู้ในกระบวนการและน้อมรับในการตัดสิน

เมื่อถามถึงการตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาโดยมีอุดมการณ์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนั้น นายถวิล ปฏิเสธที่จะตอบคำถามในเรื่องหนึ่งกล่าว โดยระบุว่า เรื่องการเมืองตนไม่ขอวิจารณ์จะดีกว่า แต่ขอพูดในฐานะประชาชนว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของประชาชนโดยตรงตามกฏหมายที่ต้องศึกษาข้อมูลดูความเป็นไปของบ้านเมืองและสถานการณ์อย่างรอบคอบ ในส่วนของรัฐบาลและ คสช.เข้ามาบริหารประเทศก็เพื่อการปฏิรูปและการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในขณะนั้นก็คือ สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือการปฏิรูป ซึ่งกระบวนการปฏิรูปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใน1ถึง2วัน เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งคสช. ก็ไม่มีเวลาที่จะทำเรื่องนี้ต่อได้ทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องร่วมมือกัน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ขนาดนี้เหมาะที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า เรื่องนี้นายกประกาศชัดเจน ว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน เพราะฉะนั้นวิถีการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นบ้านเมืองจะต้องเดินไปตามวิถีทางของสากล ขอเพียงทุกคนต้องช่วยกันทำความพร้อมให้เกิดขึ้นไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับประชาชน ที่จะกำหนดอนาคตของตัวเอง เคยเลือกคนเข้ามาแล้วมีปัญหาก็ต้องเลือกอีกอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดียวกัน โดยเฉพาะพวกที่ ไปผ่านกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง และก่อให้เกิดความแตกแยก

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากกลุ่ม กปปส.ตั้งเป็นพรรคการเมืองจะเข้าร่วมสนับสนุนด้วยหรือไม่ นายถวิลกล่าวว่า “ผมไม่ใช่พวกกปปส. ผมเพียงไปขึ้นเวทีของ กปปส. เท่านั้นเอง พวกเราไม่ได้เตรียมการเพื่อมากบฏ ทุกคนต่างเดินกันเข้ามาเท่านั้น แต่ถ้ามีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับผม ผมก็พร้อมที่จะสนับสนุนในทุกพรรคการเมือง เพราะผมถือเป็นพลเมืองคนหนึ่งมีสิทธิ์เท่ากันกับประชาชนทุกคน และวันนี้ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจจนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง”

บทความก่อนหน้านี้สธ.เผย ‘นร.พยาบาล’ ไม่ได้รับทุนเสมาฯ 198 คน ขอศธ.ตรวจสอบการจ่ายเงินกองทุน
บทความถัดไปกรุงศรีจัดสัมมนาสร้างโอกาสธุรกิจ “กัมพูชา vs เวียดนาม ตลาดไหน ใช่เลย”