อนาคต ‘เก่า’ โดย จำลอง ดอกปิก

17.03.18 | 12:11 น.
แฟ้มภาพ

กระแสตอบรับ พรรคอนาคตใหม่ อาจอธิบายเหมารวมง่ายๆ แบบไม่แยกแยะ ด้วยสุภาษิตไทยที่ว่า ขี้ใหม่หมาหอม

เป็นปรากฏการณ์เห่อของใหม่ ของสังคมไทยอะไรประมาณนั้น

แต่ถ้านำมาเทียบเคียงกับกลุ่มการเมือง/พรรคการเมือง ที่ยื่นจดแจ้ง จองชื่อ ตั้งพรรคกับ กกต.

จะเห็นถึงความแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะความแตกต่าง ในกลุ่มริเริ่มก่อตั้ง

เป็นตัวจริงเสียงจริง ที่น่าเชื่อได้ว่า ทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล จะยืนพื้นในตำแหน่งหลักของพรรคอนาคตใหม่ กระทั่งเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

Advertisement

มิพักต้องพูดถึง แนวทาง อุดมการณ์ ว่าเป็นแบบใด นำเสนอสิ่งอันล้าหลังอนุรักษนิยม หรือก้าวหน้าในมาตรฐานสากล

ไม่ต้องพูดถึงแบรนด์สดใหม่ ความเป็นทายาทธุรกิจหมื่นล้าน นักวิชาการรุ่นใหม่ เฟรชชี่การเมืองของจริง ไม่เคยมีประสบการณ์ลงเลือกตั้ง ผ่านสนามการเมืองมาก่อน

ความผิดแผก แตกต่างจากพรรคอื่นนี่เอง ทำให้มีทั้งเสียงตอบรับชื่นชม และค่าที่ต้องจ่าย เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตีแกนนำก่อตั้งพรรค

จากร่องรอย ความเคลื่อนไหวในอดีตที่ทิ้งไว้

ที่เป็นอย่างนี้ เนื่องจากสังคมเห็นตัวตน บุคลากรหลักพรรคนี้ยืนอยู่แถวหน้าชัดเจน

ไม่เหมือนพรรคอื่น ที่วันนี้ไม่ชัดเท่า เนื่องจากไม่เปิดเผย คนอยู่เบื้องหลังก่อตั้ง ที่เตรียมขยับมายืนแถวหน้าในวันข้างหน้า

พรรคพลังประชารัฐ เป็นหนึ่งในตัวอย่าง

ชวน ชูจันทร์ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล แค่รับบทออกหน้า ยื่นจดแจ้งตั้งพรรคเท่านั้น

แม่ทัพ ไพร่พลสู้เลือกตั้งตัวจริงยังไม่เผยโฉม

อีกหลายพรรคก็ดำเนินไปในลักษณะอย่างเดียวกัน คือมีภาพคลุมเครือ ไม่ชัดเจนทั้งบุคลากรตัวจริง แนวทางอุดมการณ์ ฯลฯ

จึงไม่มีเสียงขานรับ ปฏิกิริยาบวก ลบใดจากสังคม

เพราะไม่รู้จะวิพากษ์อะไร วิจารณ์ใคร เมื่อไม่กล้าเปิดหน้า

การตั้งพรรคการเมืองต่อสู้ในระบบ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

กลับเป็นผลดีด้วยซ้ำ ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น

และยิ่งนำเสนอข้อมูล อุดมการณ์ แนวนโยบาย บุคลากรขับเคลื่อนมากเท่าใด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคในการโน้มน้าว ขยายแนวร่วม ให้เห็นดีเห็นงามมาลงคะแนนเสียงให้

และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และยิ่งมีเวลาน้อย ก็ยิ่งต้องรีบทำ

แต่แปลกที่พรรคการเมืองหลายต่อหลายพรรค กลับเลือกแนวทางการตั้งพรรค สร้างพรรคแบบเก่าๆ กล้าๆ กลัวๆ

ในขณะที่พรรคการเมือง (เก่า) ในสารบบ เรียกร้อง คสช.ปลดล็อก เปิดพื้นที่ให้ทำกิจกรรม ด้านสมาชิก ซึ่งอาจรวมถึงประชุม จัดทัพหัวหน้า เลขาฯ วางตัวผู้สมัครสู้ศึกเลือกตั้ง เตรียมพร้อมแข่งขัน

พรรคการเมืองใหม่กลับเลือกวิธีปิดตัว อำพรางบุคลากร แนวนโยบาย เหมือนกับมั่นใจกำลังภายในอะไรบางอย่าง

ไม่กล้าเปิดตัวต่อสาธารณะ กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์

กลัวความเป็นบุคคลสาธารณะ

แต่กลับอยากเข้ามาสืบทอด ตำแหน่งบริหาร อันเป็นบุคคลสาธารณะ

เรียกร้องธรรมาภิบาลความโปร่งใส แต่กลับมั่นใจในกระบวนการซุ่มซ่อน อำพรางตัว มุ่งใช้ข้อได้เปรียบอื่นเป็นตัวช่วยเป็นหลัก

น่าเสียดายเป็นที่ยิ่ง

ถ้าแพ้ก็ยิ่งเสียดายใหญ่ เพราะไม่ได้เปิดตัว เปิดหน้ารณรงค์ต่อสู้ในกระบวนการเปิดอย่างเต็มที่ตั้งแต่แรกก่อตั้ง กระทั่งปิดหีบเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน พิพากษา

หากชนะก็ไม่น่าภาคภูมิใจ เนื่องจากมุ่งใช้กระบวนการอื่นช่วย