เมื่อวันทื่ 17 มีนาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า การที่ สนช. 30 คนร่วมกันลงชื่อเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในจำนวนสมาชิก สนช. 30 คนที่ร่วมลงชื่อนี้ อาจประกอบด้วย สนช. 5 แบบ คือ แบบที่ 1 ถ้าเป็น 1 เสียง ที่ลงมติไม่เห็นด้วยก็ต้องขอคารวะ เพราะเป็น สนช.ที่มีจุดยืนชัดเจนมั่นคง หากไม่กดผิด, แบบที่ 2 ถ้าเป็นหนึ่งใน 13 เสียงที่งดออกเสียง แสดงว่าท่านเองในวันลงมติลึกๆ อาจไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจนในการลงมติ ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่เมื่อมีโอกาสในการลงชื่อเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ท่านกล้าใช้โอกาสดังกล่าวในการแสดงถึงจุดยืนที่ลึกๆ ของท่าน , แบบที่ 3 ถ้าเป็นหนึ่งใน 202 เสียงที่ลงมติเห็นด้วย แล้วกลับมาร่วมลงชื่อครั้งนี้ แปลว่าท่านมีปัญหาในกระบวนการคิดที่กลับไปกลับมา หรือมีปัญหาในกระบวนการตัดสินใจที่ไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบครบถ้วน พร้อมเปลี่ยนใจใหม่เมื่อมีข้อมูลใหม่หรือเมื่อมีคนมีขอร้องหรือสั่งการ เป็นอาการที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนที่มีหน้าที่ออกกฎหมายสำคัญของบ้านเมืองแต่ไม่นิ่ง
นายสมชัยกล่าวอีกว่า แบบที่ 4 ถ้าเป็นหนึ่งใน 32 คน ที่ขาดประชุม แต่กลับมาใช้สิทธิในการลงชื่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านเป็นกลุ่มที่สังคมควรตรวจสอบอย่างยิ่งว่าในการลงมติที่เป็นกฎหมายสำคัญของบ้านเมือง ท่านมีเหตุความจำเป็นประการใดในการขาดประชุม หากตรวจสอบแล้วพบว่าขาดประชุมเป็นนิตย์ ลากิจเป็นนิสัย แต่มาแสดงความห่วงใยบ้านเมืองด้วยการลงชื่อ ท่านควรใช้สิทธิในการลาออก ดีกว่าการใช้สิทธิเข้าชื่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากท่านมีเหตุผลจำเป็นที่สำคัญมากและจำเป็นจริงๆ ในการขาดประชุมก็สมควรยกย่องท่าน ที่แม้ผลการประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.แล้ว ท่านยังใช้สิทธิของท่านเพื่อทำให้กฎหมายออกมาดีที่สุดตามที่โอกาสอำนวย สำหรับตนอยากรู้ชื่อเดียวว่า นายสมชาย แสวงการ สนช.สายสื่อมวลชน อยู่ในกลุ่มไหนจาก 4 กลุ่ม หวังว่าคงอยู่เป็น 1 ใน 30 ชื่อที่ร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ โดยหากไม่เป็นแบบ 1 ก็แบบ 2 ก็หวังว่าคงไม่เป็นแบบที่ 5 คือ ยุให้คนอื่นยื่น แต่ตัวเองหลบอยู่ในมุม

