เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 มีนาคม 2561 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดตัวหนังสือ “ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา” โดย ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ศาสตราจารย์ประจำศูนย์กฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ศ.ดร.วรเจตน์กล่าวว่า นิติปรัชญาเป็นการครุ่นคิดเรื่องพื้นฐานในกฎหมาย เช่น กฎหมายคืออะไร กฎหมายต้องสัมพันธ์กับความยุติธรรมหรือศีลธรรมหรือเปล่า โดยมี 2 คำตอบหลัก 1.สำนักกฎหมายธรรมชาติ มองว่ากฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ความประพฤติต้องสัมพันธ์กับศีลธรรมและความยุติธรรม 2.สำนักกฎหมายบ้านเมือง มองว่ากฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ใช้บังคับกับบุคคลในสังคม โดยไม่เอาศีลธรรมและยุติธรรมรวมในนิยามด้วย
“สังคมไทยช่วง 12 ปีมานี้มีปัญหาเรื่องการให้เหตุผลเวลาถกเถียงหรือเห็นต่างในเรื่องต่างๆ เห็นต่างแล้วเป็นศัตรูไปเลย การโต้แย้งไม่ได้อยู่บนฐานของเหตุผล แต่อยู่บนฐานของข้อกล่าวหา สื่อก็ต้องพยายามอธิบายปัญหาโดยใช้เหตุผล ไม่ใช่การกล่าวหา นักกฎหมายที่มีอำนาจตีความถูกผิด ถ้าความคิดคับแคบ ไม่รู้ว่าโลกนี้มีอะไรอีกบ้าง ตีความแต่ตัวบท ไม่เห็นบริบท อันตรายจะเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป
“ปัญหานิติปรัชญาในไทย มีแนวความคิดหนึ่งสมัยที่พระองค์เจ้ารพีฯสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษ กลับมามีอิทธิพลในวงการกฎหมายไทย โดยรับความคิดจากนักกฎหมายที่เฟื่องฟูขณะนั้นว่า กฎหมายคือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ จึงจะเห็นว่าทำไมรัฐประหารสำเร็จแล้วคำสั่งคณะรัฐประหารจึงมีผลเป็นกฎหมาย จากนั้นช่วงปี 2516-2519 เริ่มมีการนำนิติปรัชญามาสอนในไทย จนแนวคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติเข้ามามีอิทธิพล และสำนักกฎหมายบ้านเมืองดูเลวร้าย

“หลังการรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด และความขัดแย้งทางการเมืองช่วงหลัง ผมคิดว่า ถ้ากฎหมายเป็นเรื่องความยุติธรรมแบบสำนักกฎหมายธรรมชาติจะทำให้มีการต้านรัฐประหารมากขึ้น เพราะเป็นการได้อำนาจมาอย่างไม่ถูกต้อง แต่รัฐประหารครั้งหลังสุด นักกฎหมายที่สมาทานสำนักกฎหมายธรรมชาติที่เชื่อเรื่องธรรมะ-คุณธรรม ไม่มีปฏิกิริยาต่อรัฐประหาร ปัญหาอยู่ที่ว่า ความคิดของสำนักกฎหมายบ้านเมือง เพียงแต่บอกว่าอะไรเป็นกฎหมาย ให้ดูว่าใครเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ต่อให้ได้อำนาจโดยไม่ถูกต้องแต่ยึดสำเร็จแล้วเกิดความสงบ ไม่มีใครโต้แย้งก็เป็นกฎหมาย ประเด็นไม่ใช่บอกว่าเป็นหรือไม่เป็นกฎหมาย ปัญหาคือ แล้วคุณทำตามหรือเปล่า ถ้ากฎเกณฑ์ที่ออกมาขัดกับมโนธรรมสำนึกในใจ ปัญหาคือเรื่องความเป็นคน เรื่องความสำนึกทางศีลธรรมของคุณเอง

“นักกฎหมายบางคนอาจมองคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายก็ได้ แต่จำเป็นไหมที่คุณต้องรับใช้คณะรัฐประหาร ก็คือไม่จำเป็น เนติบริกรที่เข้าไปทำงานให้คณะรัฐประหาร เข้าไปเพราะมีจุดยืนแบบนักกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่มีจุดยืนอะไรเลย ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นแบบนั้น ถ้าคุณมีจุดยืน คุณอาจบอกว่าเป็นกฎหมาย แต่ตอนทำงานต้องคิดมากกว่านี้ นักกฎหมายสำนักกฎหมายบ้านเมืองในต่างประเทศเชื่อในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ในทางกลับกัน พวกอ้างตัวว่าถือสำนักกฎหมายธรรมชาติ บอกว่าตัวเองมีคุณธรรม พวกนี้ต่างหากที่น่ากลัว เพราะเขาหยิบเสื้อคลุมคุณธรรม เสื้อคลุมคนดี แล้วความถูกต้องก็อยู่กับเราแล้ว แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น อย่าคิดว่าการต้านคนเลวแล้วจะเป็นคนดี เขาอาจเลวกว่าก็ได้ การบอกว่าคนอื่นเป็นคนเลวเป็นเครื่องแสดงออกว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น

“เราจะถือความคิดสำนักไหนไม่เป็นปัญหา เพราะมีจุดเด่นด้อยต่างกัน แต่เวลาที่คุณเป็นนักฎหมายที่มีความเป็นคน คุณต้องบอกว่าอันนี้ทำ อันนี้ไม่ทำ เป็นจุดยืนทางมโนสำนึกแต่ละคน บ้านเราชี้นิ้วมานานว่ากฎหมายเป็นของรัฏฐาธิปัตย์ ทำให้รัฐประหารเจริญงอกงาม” ศ.ดร.วรเจตน์กล่าว




