เหมือนจบ แต่ยังไม่จบ “บิ๊กหมู-บิ๊กโด่ง” ภาคต่อ เราสามคน ตท.20 และดาวรุ่ง ตท.22

"บิ๊กหมู" พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.

เหมือนจบ แต่ยังไม่จบ “บิ๊กหมู-บิ๊กโด่ง” ภาคต่อ จับตา “ราชภักดิ์” ภาค 2 กับเราสามคน ตท.20 และดาวรุ่ง ตท.22

ประวัติศาสตร์ของกองทัพบก ถูกบันทึกซ้ำอีกครั้ง ในยุค บิ๊กหมู พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น ผบ.ทบ.

คำว่า เพื่อน พี่ น้อง และสายเลือดเตรียมทหาร สายเลือด จปร. ถูกตั้งคำถาม

ด้วยเพราะ พล.อ.ธีรชัย เป็นนายทหารที่ตรงไปตรงมา ชอบ ไม่ชอบ ก็แสดงออกตรงๆ ไม่มีปกปิด เสแสร้ง หรือหยอดคำหวานใส่กัน เพื่ออำพราง

เมื่อขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. แถมอยู่ปีเดียว นับถอยหลังจะเกษียณแล้ว มีโอกาสทำโผโยกย้ายได้ 2 ครั้ง ก็ย่อมทำตามที่ตั้งใจไว้

แม้ว่าจะไม่มีอำนาจเต็มที่ก็ตาม เพราะต้องผ่าน รมว.กลาโหม และนายกรัฐมนตรี ด้วย

แต่ส่วนใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ต้องให้เกียรติ ผบ.ทบ. ในการจัดทัพ

จึงไม่แปลกที่โผนี้ พล.อ.ธีรชัย จะทำเรื่องที่ค้างคาใจไว้ ต่อให้จบ

การโยกย้าย 21 มีนาคม 2559 นี้ จึงทำให้เรื่องราวระหว่างเพื่อน ตท.14 และ จปร.25 ของ พล.อ.ธีรชัย กับบิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ถูกพูดถึงอีกครั้ง

เพราะมีการเด้งนายทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นสาย พล.อ.อุดมเดช พ้นตำแหน่งหลัก เข้ากรุกันหมด

รองเสนาธิการทหารบก พล.ท.สุทัศน์ จารุมณี ถูกเตะออกมาเป็น ที่ปรึกษา ทบ. ยศ พลโท ตามเดิม เพราะถือว่าเป็นนายทหารที่เป็นทีมงานของ พล.อ.อุดมเดช ที่ทำโครงการอุทยานราชภักดิ์มาด้วยกัน แถมเป็นผู้อำนวยการจัดสร้างฯ และเป็นคณะกรรมการมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ฯ ของ พล.อ.อุดมเดช ด้วย

ว่ากันว่า พล.อ.อุดมเดช วางตัว พล.ท.สุทัศน์ ไว้ เพื่อหวังกลับไปถิ่นเก่า เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 หรือไม่ก็ขึ้น 5 เสือ ทบ. ต่อไป แต่ทว่า ฝันก็ต้องล่มสลาย หลังจากที่เคยมีข่าวสะพัดว่า พล.อ.อุดมเดช ตอนเป็น ผบ.ทบ. พยายามดัน พล.ท.สุทัศน์ นั่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แต่ไม่สำเร็จมาแล้ว เพราะถือว่าข้ามกองทัพ ข้ามถิ่นจนเกินไป

รวมถึงการเด้ง บิ๊กปาน พล.ท.จิระพันธุ์ มาลีแก้ว รอง เสธ ทบ. เป็น รองหัวหน้าคณะนายทหาร ฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา รวมถึงการเปลี่ยน ผอ.ศูนย์ปรองดองเพื่อการสมานฉันท์ของ คสช. ไปด้วย

แม้แต่นายทหารม้าที่วางตัวเงียบๆ อย่าง บิ๊กต้อม พล.ท.พลภัทร์ วรรณภักตร์ เจ้ากรมยุทธศึกษา ทบ. ก็ยังถูกเด้งเข้ากรุ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. อัตราพลโท ตามเดิม เพราะเขาเป็นทีมงานหน้าห้องยุคบิ๊กโด่ง และถูกส่งมาเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษา ทบ. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญในสายการศึกษา

แต่คนที่น่าจะทำใจได้นานแล้ว คือ บิ๊กหิน พล.ต.ศรีศักดิ์ พูนประสิทธิ์ เพราะมีข่าวว่าจะถูกเด้งมาตั้งแต่ พล.อ.ธีรชัย ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. นั่นแล้ว

เพราะยิ่งดูทรง จากที่ พล.อ.ธีรชัย สั่งปรับภูมิทัศน์ ทบ. เปลี่ยนทุกอย่างที่ พล.อ.อุดมเดช ทำไว้ และการเด้งนายทหารระดับพันเอกพิเศษ สาย พล.อ.อุดมเดช พ้นตำแหน่งสำคัญหมด เมื่อขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเชื่อกันว่า พล.ต.ศรีศักดิ์ ไม่รอด

แต่ก็ประเมินในทางที่ดีว่า อย่างน้อย เมื่อถูกเด้งจาก ผบ.พล.ร.2 รอ. ตามไลน์ส่วนใหญ่ ก็จะต้องขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1

แต่ทว่าผลที่ออกมา พล.ต.ศรีศักดิ์ ถูกเด้งมาเป็นแค่รองแม่ทัพน้อยที่ 1 เท่านั้น ทั้งๆ ที่เก้าอี้รองแม่ทัพภาคที่ 1 ว่าง เพราะ พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ ขยับขึ้นไปเป็นรองเสนาธิการทหารบก

แต่ พล.อ.ธีรชัย ก็เลือกดัน บิ๊กม้า พล.ต.กันตภณ อัครานุรักษ์ จากรองแม่ทัพน้อยที่ 1 ขึ้นมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เพราะเป็น ตท.19 รุ่นพี่ พล.ต.ศรีศักดิ์ ที่เป็น ตท.22 และเพื่อเป็นการสกัดไม่ให้ พล.ต.ศรีศักดิ์ เข้าไลน์

การที่บิ๊กหมูจัดโผออกมาแบบนี้ ไม่อาจถูกมองเป็นอื่นได้ นอกจากปัญหาเดิมๆ ของเขากับ พล.อ.อุดมเดช ที่ยังไม่ได้ถูกทำให้ “จบ” แบบที่ พล.อ.ประวิตร เคยเตือนไปเมื่อตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ

หรือแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยปรามมาแล้วก็ตาม โดยเฉพาะหลักการที่ว่า ไม่ชอบใคร ให้เก็บไว้ในใจ

แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ทั้งหมดนี้ ย่อมได้รับไฟเขียวจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร และนั่นย่อมสะท้อนถึงความรู้สึกที่ 2 ป. มีต่อ พล.อ.อุดมเดช ด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่ร่วมเป็น คสช. และร่วม ครม. อยู่ด้วย

จนเคยเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “พี่ป้อมกับพี่ตู่ รักน้องเท่ากันหรือไม่”

เพราะแม้จะรู้ว่า พล.อ.ธีรชัย เป็นน้องรักของ พล.อ.ประวิตร ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่า พล.อ.อุดมเดช นั้นโดดเดี่ยว

จนทำให้มีลุ้นว่า ผลสอบสวนโครงการอุทยานราชภักดิ์ ของทั้ง ป.ป.ท. และ ศอตช. ของกระทรวงยุติธรรม ในอุ้งมือ บิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม นั้น จะออกมาแบบไหน

เพราะ พล.อ.อุดมเดช เองก็ไม่อาจวางใจและเดาใจได้ถูก เพราะไม่ใช่แค่ พล.อ.ไพบูลย์ เท่านั้น แต่เดาใจ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกด้วยซ้ำ

อย่าลืมว่า พล.อ.ไพบูลย์ ได้ชื่อว่าเป็นทั้ง คสช. และ รมต.สายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ เลยทีเดียว แถมประกาศลั่นแล้วว่า มีทุจริตแน่ แม้ว่า สตง. จะสรุปผลสอบสวนออกมาแล้วว่า ไม่พบทุจริตใดๆ ก็ตาม

จนทำให้ บิ๊กต๊อก จี้ให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ต้องตอบคำถามสังคมได้ ทั้งเรื่อง 1.ค่าหัวคิว 2.การใช้งบประมาณ และ 3.การจัดซื้อจัดจ้าง

“ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ต่อสังคมไม่ได้ ก็จะให้สอบใหม่” พล.อ.ไพบูลย์ ประกาศ

ยิ่งตอนนี้ ยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้นด้วยแล้ว จึงจับตามองกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะรอผลสอบสวนอุทยานราชภักดิ์ ของ พล.อ.ไพบูลย์ ก่อนหรือไม่

“ผมไม่ได้ปล่อยให้มีการทุจริตหรอก ให้มีการสอบสวนทุกเรื่อง แต่อาจยังไม่ได้สรุปผลออกมา” นายกฯ บิ๊กตู่ กล่าวถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการตรวจสอบทุจริตในรัฐบาล

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ที่เมื่อ พล.อ.ธีรชัย ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ก็ย่อมที่จะต้องจัดทัพใหม่ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ พล.อ.อุดมเดช เป็น ผบ.ทบ. ก็เอาแต่นายทหารของตนเองขึ้นมา แล้วเด้งนายทหารสายอื่นให้พ้นไป

ทว่า พล.อ.ธีรชัย เหนือกว่าตรงที่ เลือกที่จะเอานายทหารที่เป็นคนของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ขึ้นมา แทนที่จะเป็นคนของตัวเอง

ทั้งการดัน บิ๊กติ๋ง พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ ผบ.มทบ.11 ย้ายระนาบมาเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. คุมหน่วยบูรพาพยัคฆ์ และทหารเสือราชินี

นัยหนึ่งก็ถือเป็นน้องรักสายทหารเสือราชินี ที่เติบโตมาจาก ร.21 พัน 2 รอ. มากับ พล.อ.ประยุทธ์

อีกนัยหนึ่ง ก็มองกันว่า เป็นการคืนความชอบธรรมให้ พล.ต.สันติพงษ์ ที่ถูก พล.ต.ศรีศักดิ์ ตัดหน้าเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. ไปครั้งก่อน

แทนที่ พล.อ.ธีรชัย จะดัน บิ๊กหนุ่ย พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผบ.พล.ร.9 ลูกหม้อบูรพาพยัคฆ์ ที่เป็นน้องรักของทั้งบิ๊กหมูและบิ๊กตู่ มาเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. เช่นที่คาดหมายกันในสายบูรพาพยัคฆ์

เพราะ พล.ต.ธรรมนูญ เองก็ถือเป็นนายทหารดาวรุ่งของ พล.ร.2 รอ. เป็นระดับแกนนำรุ่น ตท.22 และมีอายุราชการถึงกันยายน 2564 เลยทีเดียว เรียกได้ว่า สามารถรับไม้ต่อในการดูแลกองทัพจากรุ่นพี่ ตท.20 ได้เลยก็ตาม

แต่อาจเพราะ พล.ต.ธรรมนูญ อาจบอบช้ำจากการทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย จนกลายเป็นเป้าหมายของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช. มาตั้งแต่นำกำลังสกัดขบวนรถไฟของนักศึกษาไปอุทยานราชภักดิ์ จนถูกฟ้องร้องในที่สุด จึงให้ พล.ต.ธรรมนูญ ทำงานแบบเงียบๆ ต่อไปก่อน

รวมถึงการที่ พล.อ.ธีรชัย ดัน บิ๊กณัฐ พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ที่รู้กันดีว่าเป็นลูกรักของ พล.อ.ประวิตร ขึ้นมาเป็น พลโท ในตำแหน่งรองเสนาธิการทหารบก เข้าไลน์ทันที ที่ก็น่าจะเป็นบัญชาของ พล.อ.ประวิตร ด้วยนั่นเอง

พล.ต.ณัฐ เป็นแกนนำ ตท.20 ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายทหารที่มีบารมี และคอนเน็กชั่นเพียบ เพราะเดินตามรอยเท้าบิ๊กป้อม ได้เงาบารมี และสายสัมพันธ์จาก พล.อ.ประวิตร นั่นเอง

จนทำให้คนในกองทัพจับตามองว่า พล.อ.ประวิตร วางอนาคตลูกเลิฟคนนี้ไว้อย่างไร เพราะการขึ้นเป็น พลโท เช่นนี้แล้ว พล.ต.ณัฐ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะข้ามกลับมาชิงเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ในการโยกย้ายปลายกันยายนนี้

เพราะเชื่อกันว่า โยกย้ายกันยายนนี้ บิ๊กเข้ พล.ท.เทพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่ไม่ได้ขยับในโผนี้ จะได้ขึ้นมาเป็นห้าเสือ ทบ. เพื่อเข้าไลน์ เตรียมชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในอนาคตอันใกล้

เมื่อนั้น เก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นตำแหน่งคุมกำลังรบสำคัญ ขุมกำลังปฏิวัติ ก็จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น จากที่มี บิ๊กแดง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ที่จ่อคิวอยู่นั้น เป็นเต็งหนึ่งเดียว

ส่วน บิ๊กตู่เล็ก พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 แกนนำ ตท.20 อีกคนหนึ่งนั้น ดูจะเสียเปรียบ ทั้งเพื่อนแดง และเพื่อนณัฐ ที่ล่วงหน้า อาวุโสกว่า ติดยศ พลโท ไปก่อนเสียแล้ว แถมเกษียณกันยายน 2563 พร้อม พล.ท.อภิรัชต์ เสียด้วย

แต่ ว่าที่ พล.ท.ณัฐ คนนี้ อยู่ในสถานภาพที่สามารถข้ามมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ ในเวลานั้น แต่ทว่า อาวุโสน้อยกว่า พล.ท.อภิรัชต์ ที่ติดยศ พลโท ก่อน 6 เดือน

ทว่า หากย้อนไปดูตอนพลตรี ถือว่า พล.ต.ณัฐ ติดยศมานานถึง 7 ปี จึงอาจกล่าวได้ว่า อาวุโสพอที่จะขึ้นเป็น พลโท ได้ แต่ทว่า ได้ตำแหน่งหลักเสียด้วย

ที่สำคัญ พล.ต.ณัฐ มีอายุราชการยาวนานถึงกันยายน 2564 ขณะที่ พล.ท.อภิรัชต์ เกษียณกันยายน 2563

ท่ามกลางการจับตามองว่า ความเป็นเพื่อนรัก ตท.20 ของทั้ง พล.ท.อภิรัชต์ พล.ต.กู้เกียรติ และ พล.ต.ณัฐ จะสะเทือนหรือไม่ หากเพื่อนต้องชิงอำนาจกับเพื่อน

เพราะ พล.ท.อภิรัชต์ นั้น แม้จะเป็นสายตรง พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นน้องรักในสายสัมพันธ์ ราบ 11 กับ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อนซี้ ตท.12 ของนายกฯ และ พล.อ.ไพบูลย์ แต่ทว่า พล.ท.อภิรัชต์ ก็เป็นวงศ์เทวัญ และไม่ใช่น้องรักของ พล.อ.ประวิตร

ก็ต้องวัดใจกันว่า ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งปี 2560 นั้น พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร จะวางใจให้ใครเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ระหว่าง พล.ท.อภิรัชต์ สายวงศ์เทวัญ หรือจะเป็นสายบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.ต.กู้เกียรติ หรือ พล.ต.ณัฐ

แต่ทว่า เส้นทางเดินของ พล.ต.ณัฐ อาจจะไม่ได้อยู่ในเส้นทางเหล็กมาตั้งแต่ต้น เมื่อเทียบกับ พล.ท.อภิรัชต์ และ พล.ต.กู้เกียรติ ที่เป็นผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม และผู้บัญชาการกองพล เดินในสายคอมแมนด์มาตลอด

ส่วน พล.ต.ณัฐ เพิ่งจะมาเข้าไลน์ตอนเป็นนายพล ตั้งแต่ปี 2552 ที่เป็นหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม ให้ พล.อ.ประวิตร ก่อนมาเป็น ผบ.จทบ.กาญจนบุรี ผบ.มทบ.14 และ ผบ.พล.ร.9 ก่อนขึ้น รองแม่ทัพภาคที่ 1

ที่ต้องจับตามองคือ การดัน พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ นายทหารเสือราชินี น้องรักนายกฯ ขยับจาก ผบ.มทบ.11 นั่ง ผบ. หน่วยบูรพาพยัคฆ์ เป็น ผบ.พล.2 รอ. ซึ่งถือว่าเข้าไลน์ และถูกมองถึงอนาคต เพราะเป็น ตท.22 และเกษียณกันยายน 2565

นั่นอาจหมายถึงการวางตัว พล.ต.สันติพงษ์ เป็นแคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 1 และอาจถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในอนาคต รับช่วงเปลี่ยนผ่านที่ คสช. ยังต้องการให้ทหารช่วยดูแล และเป็นหลักในบ้านเมือง เพื่อไม่ให้การเมืองกลับมาที่เก่า หรือการเสียของ นั่นเอง

รวมทั้งต้องจับตามอง เสธ.หนุ่ม พ.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ รอง ผบ.พล.ร.9 ที่ได้ติดยศ พลตรี ในตำแหน่ง ผบ.มทบ.11

ถือได้ว่าเป็นบูรพาพยัคฆ์อีกคน เพราะโตมาจาก ร.12 พัน 2 รอ. และเคยเป็น ผบ.พัน ร.มทบ.11 ที่ก็ทำงานเข้าตาผู้ใหญ่มาตลอด แถมเป็นนายทหารที่เงียบๆ สุขุม

เขาก็เป็นดาวรุ่งใน ตท.24 เพราะมีอายุราชการถึงปี 2568 ซึ่งในรุ่นนี้ มี ผู้การอ๊อฟ พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รอง ผบ.พล.1 รอ. อีกคน ที่ถือว่าเป็นระดับแกนนำรุ่น แต่เป็นสายวงศ์เทวัญ ที่โตมาจาก ร.11 รอ. ที่คาดกันว่า จ่อคิวเป็น ผบ.พล.1 รอ. คนต่อไป

นอกจากนั้น พ.อ.สนิธชนก ยังเป็นสามีของ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผช.โฆษกรัฐบาล ที่ทำงานใกล้ชิดนายกฯ อีกด้วย พ.อ.สนิธชนก จึงเป็นนายทหารในสายบิ๊กป้อมและบิ๊กตู่ บูรพาพยัคฆ์อีกคน

เมื่อ พ.อ.สนิธชนก มาเป็น ผบ.มทบ.11 แล้ว ยังเป็นการเปิดทางให้ พล.ร.9 ว่าง สำหรับ พ.อ.วุฒิชัย นาควานิช รอง ผบ.พล.ร.9 เตรียมทหาร 23 น้องชาย พล.อ.ธีรชัย. ขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.9 ในโยกย้ายหน้า เพราะเดิม พ.อ.สนิธชนก เป็น รอง ผบ. พล.ร.9 คนที่ 1

จะเห็นได้ว่า การโยกย้ายทหารในยุค คสช. นี้ต้องมีการวางตัวนายทหารที่จะมาดูแลกองทัพ และสถานการณ์บ้านเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน และในระยะยาว โดยเฉพาะคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ.

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ แคนดิเดต ผบ.ทบ.คนใหม่ กันยายนนี้ คงเหลือแค่ บิ๊กแกละ พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. จาก ตท.17 ที่เกษียณ 2560 และ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. จาก ตท.16 แต่เกษียณ 2561

เห็นการจัดโผ ทบ. ของ พล.อ.ธีรชัย แบบนี้ ล้างเผ่าพันธุ์บิ๊กโด่งเช่นนี้แล้ว นี่ถ้า พล.อ.พิสิทธิ์ ไม่มี พล.อ.ประวิตร เป็นกองหลัง ก็อาจจะหลุดจากเก้าอี้ไปแล้ว เพราะ พล.อ.อุดมเดช ก็มีส่วนช่วยผลักดัน พล.อ.พิสิทธิ์ ขึ้นมา แถมเป็นบอร์ดมูลนิธิราชภักดิ์ ของ พล.อ.อุดมเดช ด้วย

เรียกได้ว่า พล.อ.พิสิทธิ์ ไม่ใช่คนที่ พล.อ.ธีรชัย เลือกมาเป็น เสธ.ทบ. นั่นเอง

แต่ทว่า ตอนนี้ เขากลายเป็นตัวเต็ง ผบ.ทบ.คนใหม่ไปแล้ว ไม่ว่าจะมีข่าวลืออะไรก็ตาม

ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เลือกที่จะไม่ให้ บิ๊กเข้ พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 น่องรัก fast track ขึ้นมาในโผนี้ ก็ย่อมเหลือตัวเลือกแค่ พล.อ.พิสิทธิ์ และ พล.อ.เฉลิมชัย

แต่แน่นอน พล.อ.ธีรชัย ไม่ใช่คนตัดสินใจเลือก ผบ.ทบ.คนใหม่ แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ และโดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร

ยิ่งหาก กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยอมที่จะให้มี ส.ว.สรรหา ตามที่ คสช. เสนอ และล็อก 6 เก้าอี้ ให้ ปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. ด้วยแล้ว คนเป็น ผบ.เหล่าทัพ และโดยเฉพาะ ผบ.ทบ. ก็ยิ่งมีบทบาทสำคัญ

แม้ พล.อ.ประวิตร จะให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะ ส.ส. จะได้คุยกับผู้นำเหล่าทัพที่เป็น ส.ว. ได้เลยก็ตาม แต่ก็ถูกมองว่า นัยหนึ่ง เป็นการปฏิวัติซ่อนรูป เพราะมี ส.ว.สรรหา 250 คน ที่ก็เชื่อว่า จะสรรหามาจากแนวร่วมของ คสช. ในสาขาอาชีพต่างๆ นั่นเอง

ยิ่งหากสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือลงคะแนนอภิปรายได้ด้วย ก็ยิ่งชัดเจน

อีกนัยหนึ่ง หากทหารจะปฏิวัติ ก็ไม่มีอะไรห้ามได้

จน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องถามว่า “กลัวอะไร”

“กลัวว่า ผบ.เหล่าทัพ จะเอากำลังไปยึด ส.ว. หรือไง เขามีสมอง รัฐบาลทำให้ดีเถอะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เพราะหากในช่วง 5 ปีเปลี่ยนผ่าน ยังไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายของ คสช. หรือกลุ่มอำนาจเก่ากลับมาอีก หรือมีการล้างแค้น เอาคืนทหาร และ คสช. เมื่อนั้น ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

โบราณว่า ฟ้าจะร้อง ฝนจะตก คนจะคลอดลูก หรือ ทหารจะปฏิวัติ เป็นอะไรที่ห้ามกันไม่ได้…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เช็คดวง12ราศี ประจำวันพุธที่30มีนาคม2559
บทความถัดไปกรมอุตุฯเตือนแทบทุกภาค รวมกทม.มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ10ของพื้นที่ อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูง