สนช.เห็นชอบงบกลางปี 1.5แสนล้านบาท สมคิด หวังใช้ขับเคลื่อนงานรัฐบาลและแก้ศก.ฐานราก สมาชิกวอนรัฐคุม-ติดตามการใช้งบให้โปร่งใส ส่งเงินให้ถึงมือชาวบ้าน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300,694,500 บาท เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร พัฒนาศักยภาพการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดต้นทุนการผลิต
2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน จำนวน 76,057,382,500 บาท เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ สร้างโอกาสในอาชีพและการจ้างงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย สนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาคม และ 3. รายการค่าดำเนินการภาครัฐจำนวน 49,641,923,000 บาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว
ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 3.6%-4.6% ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดีตามการปรับตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก การขยายตัวที่สูงขึ้นของการลงทุนภาครัฐตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนและความคืบหน้าของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนต่างประเทศและภาคเอกชนไทย รวมทั้งการขยายตัวของภาคบริการที่สำคัญ
“เศรษฐกิจฐานรากโดยเฉพาะภาคการเกษตรและชนบท แม้ราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นแต่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลด้านราคาพืชผล การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตลอดจนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลเศรษฐกิจโดยส่วนรวมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” นายสมคิด กล่าว
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้สามารถพึ่งตนเองแข่งขันได้ รวมทั้งการรักษาวินัยการคลังโดยการตั้งรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำงบประมาณแผ่นดินไปดำเนินการเรื่องสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างคุ้มค่าโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป
จากนั้น ที่ประชุมเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกสนช.หลายคนอาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายสนิท อักษรแก้ว นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล และ นายวิทยา ฉายสุวรรณ อภิปรายชื่นชมและสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะเป็นจัดสรรงบประมาณได้ตรงจุด นำงบประมาณไปทุ่มช่วยเหลือชาวบ้านโดยตรง โดยเน้นสร้างความเติบโตเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และขอให้รัฐบาลควบคุมติดตามการใช้งบประมาณ 1.5 แสนล้านบาทนี้ให้เกิดความโปร่งใส เพื่อให้เงินไปถึงมือชาวบ้านจริงๆ
ขณะที่พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต สนช.อภิปรายว่า ไม่มีรัฐบาลใดเอาใจใส่ประชาชนเหมือน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นรัฐบาลที่มีผลงานมาก แต่ประชาชนระดับล่างไม่ค่อยรับรู้ จึงถูกนักการเมืองใช้วาทกรรมต้องมีการเลือกตั้งแล้วเศรษฐกิจจะดี อยากให้รัฐบาลเร่งประชาสัมพันธ์ผลงาน โดยเฉพาะเรื่องระบบโครงสร้างขั้นพื้นฐานของประเทศที่เป็นผลงานที่เห็นได้ชัดเจนของคสช.
ด้านนายวิทยา ฉายสุวรรณ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า อยากให้รัฐบาลปรับวิธีช่วยเหลือประชาชน โดยจัดสรรเงินให้ประชาชนคนละ 1 หมื่นบาท เพราะปัญหาขณะนี้ประชาชนไม่ต้องการเบ็ดตกปลา แต่ต้องการปลาเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ซึ่งภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ประชาชนฐานรากจะตายกันอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังจากที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ที่ประชุมสนช.จึงลงมติรับหลักการในวาระแรกด้วยคะแนนเห็นชอบ 194 เสียง ไม่เห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 5 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ในวาระ 2 และ 3 ก่อนที่ที่ประชุมสนช.จะลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ประกาศใช้เป็นกฎหมายด้วยคะแนน 183 เสียง ไม่เห็นชอบไม่มี และงดออกเสียง 3 เสียง

